เทคนิคการทำการตลาดบน FACEBOOK

ในปัจจุบันแอปพลิเคชั่น Facebook ถือเป็นแอพลิเคชันที่มีความนิยมมาก มีผู้ใช้ทุกเพศทุกวัยตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงผู้สูงอายุ และสามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการจะทำการตลาดด้วยได้อย่างลึก ละเอียดและมีประสิทธิภาพมาก เนื่องจาก Facebook ได้มีการเก็บข้อมูลส่วนตัวต่างๆของ user ที่ใช้งาน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ที่จะช่วยให้เราสามารถทำให้กลุ่มเป้าหมายของเราเห็น ads ของเรา

ประโยชน์ของการทำการตลาดบน Facebook

1.มีคนสามารถเห็นสินค้าหรือบริการของเราได้เยอะเนื่องจากมีผู้ใช้งานในปัจจุบันมากถึง 2.3 พันล้านบัญชี

2.เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของเราได้อย่างแม่นยำจากระบบ ai ใน Facebook

3.ถือว่าค่อนข้างประหยัดค่าใช้จ่ายถ้าเทียบกับการโปรโมทแบบอื่น

เทคนิคที่ 1 ต้องรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายของเราว่าเป็นใคร

ก่อนที่เราจะลงโฆษณาบน Facebook สิ่งที่สำคัญมากๆคือเราต้องรู้กลุ่มเป้าหมายของเราว่าเป็นเพศอะไร อายุเท่าไหร่ อาศัยอยู่แถวไหน งานอดิเรกคืออะไร ความสนใจมีอะไรบ้าง เป็นต้น กระบวนการนี้คือการระบุกลุ่มเป้าหมายที่มีโอกาสสนใจในสินค้าหรือบริการของเรา

เทคนิคที่ 2 การอัปเดดข้อมูลอยู่สม่ำเสมอ

การโพสต์ข้อความ รูปภาพ หรือคลิปวิดีโออย่างสม่ำเสมอจะทำให้เพจของคุณมีโอกาสผ่านสายตาของกลุ่มเป้าหมายของคุณมากขึ้น

เทคนิคที่ 3 ทำกิจกรรมแจกสินค้าหรือบริการฟรี

เป็นวิธีหนึ่งที่สามารถเห็นผลลัพธ์ได้ค่อนข้างเร็ว เพราะทุกคนล้วนชื่นชอบของฟรีกันอยู่แล้ว และเมื่อคนที่ได้ฟรีได้ลองใช้อาจจะติดใจกลับมาใช้บริการอีกครั้งในอนาคตได้ แต่การที่จะทำให้วิธีได้ผลดีที่สุดคือเราต้องแจกกลุ่มเป้าหมายของเรา เพราะเค้าจะมีโอกาสกลับมาเป็นลูกค้าเรามากที่สุด

เทคนิคที่ 4 โพสต์ขายสินค้าหรือบริการลงในกลุ่ม Fackbook

เป็นวิธีที่ไม่ต้องเสียเงินค่าโฆษณา โดยวิธีทำได้โดยการหากลุ่ม Facebook ของกลุ่มเป้าหมายเราก่อนแล้วโพสต์สินค้าหรือบริการของเราลงในกลุ่มนั้น ข้อดีของวิธีนี้ก็คือคนที่เห็นโพสต์ของเราจะเป็นกลุ่มเป้าหมายของเราจริงๆ

เทคนิคที่ 5 ตอบกลับข้อความหรือคอมเม้นต์อย่างรวดเร็ว

เนื่องจากในปัจจุบันมีร้านค้าในเฟสบุคอยู่มากมาย ซึ่งถ้าลูกค้าทักเราเข้ามาแล้วเห็นเราไม่ตอบ หรือตอบช้าเกินไป อาจทำให้ลูกค้าไปใช้บริการร้านค้าอื่นที่ขายของหรือบริการชนิดเดียวกับเราได้ เนื่องจากในสมัยนี้ลูกค้ามีหลากหลายทางเลือกให้ใช้บริการ อาจไม่จำเป็นต้องรอเราหากเราตอบช้าจนเกินไป

การตลาดโดย Google Ads

Google Ad มีลักษณะอย่างไร

Google Search Ads

ช่วยคุณควบคุมค่าใช้จ่ายในการโฆษณา

Google Ads สามารถเลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะสมให้กับพื้นที่โฆษณาของคุณ

Google Ads ช่วยหากลุ่มเป้าหมายได้เเม่นยำ

Keyword

สามารถวัดผลประสิทธิภาพของ google ads ได้จากข้อมูล

เพิ่มโอกาสในการขายและขยายตลาดทั่วโลก

“Google Ads ”

Google Ads (หรือ Google Adwords) คือบริการจากเว็บไซต์ Google ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มประเภท Search Engine ที่เอาไว้สืบค้นข้อมูลที่ต้องการ เมื่อผู้ใช้มีการค้นหาบางสิ่งบางอย่าง โฆษณาต่าง ๆ ก็จะปรากฏขึ้น ซึ่ง Google จะเริ่มคิดค่าบริการจากที่มีคนคลิกเข้ามาที่หน้าโฆษณานั้น ๆ หรือคลิกเข้ามาที่หน้าเว็บไซต์ของเรา ความแตกต่างระหว่างผลการค้นหาในรูปแบบของ Google Search Ad และผลการค้นหาแบบออร์แกนิคคือ ผลการค้นหาที่มีการจ่าย Ad จะอยู่ในการโฆษณาประเภท Pay Per Click  ซึ่งคอนเทนต์หรือเว็บไซต์เหล่านี้จะปรากฏทันที เมื่อมีผู้ค้นหาที่ใช้ Keyword ตรงตัวหรือใกล้เคียงกัน แต่ผลการค้นหาแบบออร์แกนิค คือคอนเทนต์หรือเว็บไซต์ที่ต้องใช้เวลาในการจัดลำดับ ไม่ได้จ่ายค่าโฆษณาเพื่อดันคอนเทนต์ให้อยู่ใน Rank อันดับสูง ๆ ตั้งแต่ต้น แต่ใช้วิธีการสร้างคอนเทนต์แบบธรรมชาติ มีคุณภาพ และมีการใช้เทคนิค SEO ซึ่ง Google จะใช้ระบบอัลกอริทึมวิเคราะห์เพื่อจัดลำดับเว็บไซต์

แบรนด์สามารถวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดได้อย่างไรบ้าง?

– ตำแหน่งที่ต้องการ: ผู้ประกอบการสามารถเลือกเว็บไซต์ที่สามารถโพสต์โฆษณาของเราได้ ซึ่งตัวโฆษณาจะเชื่อมโยงไปยังหน้าเว็บไซต์ของแบรนด์

– กลุ่มเป้าหมายของแบรนด์สินค้า: ผู้ประกอบการสามารถตั้งค่าเพื่อกำหนด กลุ่มเป้าหมายให้ตรงกับสินค้าที่โปรโมต

– งบประมาณในการสร้างโฆษณา: ผู้ประกอบการสามารถวางแผนคิดค่าโฆษณาและค่าใช้จ่ายได้ว่าต้องการลงทุนไม่เกินวันละเท่าไหร่

Google Ad มีลักษณะอย่างไร

Google Ad หนึ่งในวิธีการโฆษณาที่ผู้ประกอบการสามารถนำมาใช้คือ Google Display Network ซึ่งเป็นโฆษณาเหล่านี้จะมีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับ Google และมีการลงโฆษณาจากเว็บไซต์ต่าง ๆ ซึ่งผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสามารถเข้าถึงได้อย่างกว้างขวาง มากกว่าการทำ PPC จากการค้นหาบนหน้าเว็บโดยปัจจุบันเว็บไซต์เครือข่ายเหล่านี้มีมากกว่า 2 ล้านเว็บไซต์ นอกจากนี้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอาจจะเคยได้ยิน หรือเคยเห็น Google Shopping กันมาบ้างบนหน้าผลการค้นหา ซึ่ง Google Shopping Ad ได้รับความนิยมจากนักชอปออนไลน์ทั้งหลายเช่นเดียวกัน ลักษณะของ Shopping Ad บน Google จะมีรูปภาพที่หลากหลายจากแบรนด์ต่าง ๆ ปรากฏขึ้นมาจากทางด้านล่างของช่องการค้นหาเพื่อให้ลูกค้าเลือกชมสินค้ากันแบบเต็มอิ่ม โดยรายละเอียดสินค้าจะถูกกำกับเอาไว้ที่ด้านล่างของรูป พร้อมราคา หรือโปรโมชันที่แบรนด์อยากนำเสนอ

1.Google Search Ads

Keyword ต่าง ๆ เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องและเว็บไซต์ใกล้เคียง จะปรากฏขึ้นบนหน้าผลการค้นหาในหน้าแรก ซึ่ง Google จะมีวิธีการวิเคราะห์เว็บไซต์ต่าง ๆ เพื่อจัดลำดับเว็บ ซึ่งเว็บโฆษณาเหล่านี้ จะต้องจ่ายค่าโฆษณาทุกครั้งที่มีการคลิกเข้ามาที่หน้าเว็บของเรา ดังนั้น คุณภาพของ Landing Page มีความสำคัญมากต่อการดึกดูดลูกค้า เนื่องจากเว็บไซต์ของแบรนด์มีส่วนให้ผู้ซื้อ สามารถค้นหาเจอได้จากการสร้าง Keyword ที่สำคัญ และจะไม่ทำให้การลงทุนของคุณนั้นสูญเปล่า ข้อดีอีกประการหนึ่งคือ Google Ad สามารถวัดประสิทธิภาพการใช้งานได้ โดยการรายงานผลผู้ที่เข้ามาชมสินค้า และจำนวนที่คลิกเข้ามา ซึ่งผู้ประกอบการสามารถนำสถิติจากการวัดผลมาใช้เพื่อจัดทำงบประมาณทางการตลาด และงบประมาณการโฆษณาแบบประหยัดอีกด้วย

Google Ads

2. ช่วยคุณควบคุมค่าใช้จ่ายในการโฆษณา

การตั้งค่า Bid ให้กับโฆษณานั้นมีความสำคัญในการทำธุรกิจออนไลน์มาก เนื่องจาก Keyword ที่กลุ่มเป้าหมายค้นหา (หรือใช้ Keyword มีความใกล้เคียง) มีผลกับการโฆษณาเว็บไซต์บนหน้าผลการค้นหาเป็นจำนวนมาก หรือที่เราเรียกว่า Search Engine Result Page ( SERP) ดังนั้นผู้ประกอบการควรวางกลยุทธ์ก่อนลงทุนจ่ายค่า PPC หากแบรนด์ไม่แน่ใจว่าควรลงทุนกับการใช้ Keyword คำใด Google มีเครื่องมือที่ชื่อว่า Keyword Planner ที่สามารถแนะนำผู้ประกอบการได้ว่า ในแต่ละเดือน มีคนค้นหา Keyword ต่าง ๆ จำนวนกี่คน และทำให้เราทราบว่าสินค้าที่เราต้องการนำเสนอนี้ มีความต้องการในตลาดมากน้อยแค่ไหน ทำให้แบรนด์สามารถวางแผนการตลาดโดยการใช้ Keyword ที่ตอบโจทย์ในการทำ Google Ad ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่ง Google สามารถช่วยคุณวางแผนค่าใช้จ่ายการทำโฆษณาตรงนี้ได้ด้วย นอกจากนี้ Google สามารถช่วยคุณเสนอราคาในการทำโฆษณาได้อีกหลายวิธี เช่น เมื่อมีพื้นที่โฆษณาว่างจากหน้าเว็บไซต์และบล็อกอื่น ๆ Google Ads จะมีการจัดประมูลให้โฆษณาสามารถใช้พื้นที่ว่างตรงนั้น โปรโมตสินค้า ซึ่งการเสนอราคาจากผู้ประกอบการ มีส่วนที่จะทำให้แบรนด์ได้แสดงโฆษณานั้น ๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วย

3.Google Ad สามารถเลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะสมให้กับพื้นที่โฆษณาของคุณ

การสร้าง Google Ad ไม่มีแพลตฟอร์มที่ตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์และความเหมาะสมในการใช้งาน เช่น แพลตฟอร์มโฆษณาบนหน้าจอคอมพิวเตอร์และหน้าจอมือถือ มีลักษณะแพลตฟอร์มที่แตกต่างกัน เช่นแพลตฟอร์มโฆษณาบนมือถือ จะปรับข้อความให้เหมาะสมกับพื้นที่บนหน้าจอ ซึ่งในบางครั้ง ข้อความอาจจะกระชับมากกว่า หรือคุณสามารถคลิกที่นี่ เพื่อมองหารูปแบบแบนเนอร์ทำโฆษณาที่ใช่ได้เพิ่มเติม

4.Google Ads ช่วยหากลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำ

การทำโฆษณาที่สามารถหากลุ่มเป้าหมายได้ตรงกับแบรนด์ คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด การหากลุ่มเป้าหมายจากตำแหน่งสถานที่ ที่ต้องการให้กลุ่มเป้าหมายเห็นโฆษณาของเราค่ะ ถึงแม้ว่าการเจาะกลุ่มเป้าหมาย อาจใช้เวลาในการเพิ่ม Conversion เนื่องจากการระบุสถานที่ ๆ ต้องการนั้นเป็นข้อจำกัดของการนำเสนอโฆษณา แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการสามารถประหยัดงบประมาณอย่างมากจากการทำโฆษณา

5. Keywords

การเลือก Keyword ที่ใช่และยิ่งเว็บไซต์ของเรามี Keyword ที่ตรงกับคำค้นหามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้เปรียบคู่แข่ง ดังนั้นการใช้ Keyword Planner สามารถช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเลือก Keyword แม่นยำมากขึ้น ซึ่งเป็นการลงทุนการทำโฆษณาที่ไม่เสียเปล่า

– Broad Keyword

คือ Keyword ที่สามารถแสดงผลลัพธ์แบบกว้าง ๆ โดยที่ Search Engine ของ Google จะแสดงผลลัพธ์การค้นหาที่ตรงกับ Keyword และคำที่มีความหมายใกล้เคียงมาแสดงเพิ่มเติม

– A Phrase Match

คือการใช้ Keyword ที่มีเครื่องหมาย “ – ” ซึ่งผลลัพธ์การค้นหาจะปรากฏเว็บไซต์ที่มี Keyword ดังกล่าวเป็นส่วนประกอบอยู่ในประโยค หรือวลีเท่านั้น ไม่มีคำค้นหาที่ใกล้เคียง

– Exact Keyword

 คือ Keyword ที่มีราคาต่ำที่สุด ซึ่งผู้ใช้ Search Engine ในการค้นหาจะต้องใช้แบบเดี่ยว ๆ หรือ Keyword ที่เป็นวลีแบบเจาะจง ไม่มีคำอื่นมาปะปนกับคำที่ค้นหา

6.สามารถวัดผลประสิทธิภาพของ Google Ad ได้จากข้อมูล

สิ่งที่สามารถวัดผลจากการใช้ Google Ad คือ Click-Through Rate Conversion Rate Click Through Rate คือ อัตราการคลิกโฆษณาของผู้ชม ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว CTR จะใช้วัดผล Search Campaign บน Google Display Network เพื่อวัดประสิทธิภาพของ Keyword ว่าได้ผลมากน้อยเพียงใด และเพื่อใช้ในการปรับปรุงกลยุทธ์การโฆษณา เมื่อวัดผลออกมาแล้ว แคมเปญของเรามี CTR สูง แสดงว่าโฆษณาของเราได้ผลตอบรับที่ดี แต่หาก CTR ต่ำ นั่นหมายความว่า ผู้ประกอบการควรปรับปรุงการใช้ Keyword ให้ตรงกับการค้นหามากยิ่งขึ้น หรือกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้เหมาะสมกับการแสดงโฆษณา นอกจากนี้อาจจะต้องปรับปรุงหน้าตาโฆษณา หรือข้อความให้น่าดึงดูมากยิ่งขึ้นค่ะ Conversion Rate หรือ (CVR) คือการวัดผลจากการเปลี่ยนแปลงจากข้อมูลที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมบางอย่างโดยนับเป็นเปอร์เซ็นต์ เช่นการคลิกหน้าโฆษณา การซื้อชำระสินค้า การลงทะเบียน หรือการกด Subscribe เพื่อติดตามข่าวสาร

7.เพิ่มโอกาสในการขายและขยายตลาดทั่วโลก

เนื่องจาก Google Ad สามารถใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน แถมยังเป็นบริการ Search Engine อันดับหนึ่งของโลก จึงไม่แปลกใจที่เว็บไซต์ต่าง ๆ จะเลือกหันมาลงทุนการทำโฆษณากัน ข้อดีอื่น ๆ ที่ Google Ad สามารถช่วยเสริมให้แบรนด์เพิ่มโอกาสในการขายได้เร็วขึ้น คือการเลือก Keyword ที่ไม่ได้จำกัดจำนวน เพื่อให้ผู้ค้นหา Keyword เหล่านั้นสามารถค้นหาเว็บไซต์ของเราเจอง่ายขึ้น และแบรนด์สามารถกำหนดภาษาและสถานที่ในการนำเสนอสินค้าอีกด้วย ทำให้โอกาสในการขยายตลาดมีความเป็นไปได้สูง ว่าจะประสบความสำเร็จ นอกจากนี้การใช้ ปุ่ม Call to Action ก็มีส่วนช่วยในการเพิ่มยอดคลิกและยอดขายได้อีกทางหนึ่งด้วย

สรุป

  การใช้เครื่องมือ Google Ad เพื่อช่วยในการโปรโมตสินค้าและบริการ คือทางเลือกที่คุ้มค่าสำหรับผู้ประกอบการในยุคดิจิทัล ตั้งแต่ปี2021 โดยมีข้อดีดังต่อไปนี้

ช่วยให้กลุ่มเป้าหมายค้นเจอเว็บไซต์ของเราง่ายขึ้น

ช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายในการโฆษณา ช่วยเลือกแพลตฟอร์มโฆษณาที่เหมาะสมกับโฆษณา

ช่วยค้นหากลุ่มเป้าหมาย ใช้ Keyoword ที่เข้าถึงเพื่อให้ลูกค้าค้นหาเว็บไซต์เจอได้ง่ายขึ้น

สามารถวัดผลได้ เพิ่มโอกาสในการขายและขยายธุรกิจให้เติบโตยิ่งขึ้น   

Google Ads

แหล่งอ้างอิง

www.stepstraining.co/strategy/7-benefits-from-google-ads

www.support.google.com/google-ads/answer/6227565?hl=th

www.nipa.co.th/en/article/digital-marketing/Secret-to-making-top-online-marketing-on-Google

www.hardcoreceo.co/online-marketing-intro/

Social media marketing

tIMBERCHARM คืออะไร ?

Timbercharm Co., Ltd. ซึ่งเป็น บริษัทที่ทำเกี่ยวกับขาย ปลีก-ส่ง
ไม้ตระกูล Cedar(ซีดาร์) และ Cypress(ไซเปรส) ให้กับ สถาปนิค เเละ ผู้รับเหมาโดยตรง

ทาง Timbercharm ได้มีการออกแบบบ้านระบบโครงสร้างไม้โบราณจากประเทศญี่ปุ่น(บ้านไม้น๊อคดาวน์) โดยมีการออกแบบที่ประเทศไทย เเละส่งต่อให้ประเทศญี่ปุ่นผลิตไม้ เเล้วนำกลับมาประกอบที่หน้างานอีกรอบ

CONTENT INSTAGRAM.

CONTENT FACEBOOK.

CONTENT INSTARGRAM.
TARGET 30-70ปี
เนื้อหาภายในจะเน้นเป็น งานศิลป์ โดยจะใช้รูปและวิดีโอที่มีความสวยงาม เพื่อเป็นภาพลักษณ์ของตัวแบรนด์ จะเน้นลงเจาะชนิดและชื่อสินค้า คล้ายกับรูปแบบ catalog สินค้าของ TIMBERCHARM เพื่อง่ายต่อการบันทึกเเละจดจำ และจะมีการเปลี่ยนรูปแบบไอจีให้เป็นบัญชีมืออาชีพ เพื่อง่ายต่อการวัดผลและการโฆษณา ซึ่ง เรามีความตั้งใจให้ภาพลักษ์ของเพจ TIMBERCHARM เป็นไปในงาน ศิลป์ 80% / ความรู้ 20% / บันเทิง 5% / ตามกระเเส 5%

CONTENT FACEBOOK.
TARGET 30-70ปี
เนื้อหาภายในจะเน้นเป็น งานศิลป์+เรื่องราว เช่น ชนิดของไม้, ผลงานใน TIMBERCHARM โดยผ่าน FACEBOOK ADS และจะมีการเพิ่ม CONTENT STORYของ Timbercharm gallery เพื่อให้ผู้ใช้งาน เกิดความ หลงไหลในศิลปะของ Timbercharm ซึ่งเรามีความตั้งใจให้ภาพลักษ์ของเพจ TIMBERCHARM เป็นไปในงาน ศิลป์ 60% / ความรู้ 30% / บันเทิง 5% /ตามกระเเส 5%

การตลาดผ่านระบบ Microtransaction ในเกมต่างๆ

ในปัจจุบันนั้นการเล่นเกม เริ่มแพร่หลายมากขึ้น โดยเฉพาะการเล่นเกมประเภท multiplayer หรือ เกมออนไลน์ต่างๆ เริ่มเป็นที่สนใจของบริษัทเกมต่างๆ เริ่มหันมาทำการตลาดเกี่ยวกับเกมส์ออนไลน์ต่างๆ เนื่องจากเกมออนไลน์นอกจากมีผู้เล่นเยอะแล้ว และยังสามารถทำเงินได้จำนวนมาก โดยการตลาดยอดนิยมนี้ ก็คือระบบ Microtransaction

ร้านค้าแลกเหรียญ “Apex Coins”

Microtransaction คืออะไร?

Microtransaction คือ ระบบโมเดลธุรกิจในเกมส์ มีการทำงานโดยมีข้อเสนอให้ผู้ใช้/ผู้เล่น สามารถชื้อของภายในเกมได้ด้วยเงินจริง ระบบ Microtransaction มักเห็นได้ในเกมส์ที่เสนอให้ผู้เล่น เล่นฟรี (Free-to-play) แต่มีข้อเสนอที่สามารถใช้เงินจริงเพื่อชื้อของ ข้างในเกมได้ และระบบนี้สามารถพบเห็นได้ในเกมเล่นคนเดียว ทั้งเสียตังชื้อและเล่นฟรีเช่นกัน โดยโมเดลธุรกิจนี้สร้างรายได้ให้บริษัทเกมส์มหาศาล

Microtransaction ทำงานอย่างไร? เพราะอะไรถึงสามารถทำรายได้ ได้สูง?

สำหรับ Microtransaction นั้นส่วนใหญ่นั้นจะเป็นข้อเสนอในเกมส์ที่แตกต่างกันไป มีไปที่สิ่งอำนวจความสะดวก ลดหย่อนเวลาที่ต้องเล่น หรือแค่ของตกแต่งแฟชั่นในเกม โดย Microtransaction นั้นอาจจะเป็นแค่ระบบที่เราสามารถชื้อของในเกมได้เฉยๆ ตัดเงินผ่านเราตรงๆ ซึ่งเป็นวิธีที่บริษัทเกมส์ที่ต้องการสร้างรายให้มากที่สุดนั้นจะไม่ใช้วิธีการนี้กันมากนัก หรือจะเป็นอีกวิธีที่ใช้วิธีของ “ค่าเงิน” โดยให้เราแลกค่าเงินในเกมเพื่อใช้ชื้อของอีกที หรือจะเป็นระบบกล่องสุ่มอย่าง Lootbox หรือ วิธีการล่อให้ผู้เล่นเล่นเกมมากขึ้นอย่าง Battlepass และท้ายที่สุดระบบการขายของผ่านร้านค้าโดยใช้จิตวิทยาด้วยผลของ Scarcity Effect

สิ่งแรกที่จะพูดถึงก่อนคือ ระบบค่าเงิน (currency)

ร้านค้าสำหรับใช้เงินจริงแลกค่าเงิน เหรียญ “Apex Coins”

ระบบค่าเงินในเกม โดยการยกตัวอย่างครั้งนี้ เราจะเรียกเหรียญค่าเงินนี้คือ Apex Coins ซึ่งเป็นเหรียญเปรียบเสมือนค่าเงินในเกม ที่เราใช้เงินจริงชื้อมา โดยวิธีการสร้างรายได้จากค่าเงินเหล่านี้นั่น คือการเสนอให้ผู้เล่นนั้นชื้อเหรียญมากเกินกว่าจำเป็นที่ต้องชื้อ โดยการตั้งราคาขายของในเกมให้ไม่เท่ากับจำนวนที่แลกพอดี หรือการที่ล่อให้ผู้เล่นชื้อมากกว่าเดิมเพราะเมื่อจ่ายแพงขึ้น ก็จะได้โบนัสเหรียญเพิ่มขึ้น

ยกตัวอย่างร้านค้าของเกม Apex Legends

จากภาพนั้น เราจะเห็นได้ชัดว่า สินค้าต่างๆในเกมนั้นส่วนใหญ่จะขายในราคา 1800 เหรียญ แต่เหรียญที่สามารถแลกได้ใกล้เคียงที่สุดคือ 2000 เหรียญ ในราคา 599 บาท (ยังไม่รวมภาษี) ถ้าเราคิดวิเคราะห์ดูจะเห็นว่าผู้ใช้จะต้องจ่ายเงินเกินกว่าที่จำเป็นหลายบาท ซึ่งแน่นอนว่าส่วนต่างนั้นก็เป็นกำไรของบริษัทเกมส์ โดยส่วนใหญ่แล้วจะมาพร้อมกับกลยุทธ์ความอยากได้ ผสมกับ Scarcity effect เพื่อให้แน่ใจว่ามีความเป็นไปได้สูงมากที่ผู้เล่นจะชื้อสินค้านี้ ซึ่งสำหรับ Scarcity effect นั้นจะอธิบายในหัวข้อต่อไป

Scarcity effect คืออะไร?

หน้าร้านค้าที่มี ระยะเวลานับถอยหลังก่อนที่จะสิ่งของออกจากร้าน

Scarcity Effect คือ เทคนิคการตลาดหนึ่งที่ใช้ความ Limited, Exclusive หรือ เรียกง่ายๆ คือการขายสินค้าที่มีกำหนดจำนวนจำกัด ไม่ว่าจะเป็นเวลาที่ขาย หรือจำนวนที่ขาย เทคนิคการตลาดนี้ จะเน้นไปเรื่องของจิตวิทยาของผู้ชื้อ

Scarcity effect ทำการตลาดให้คนเกิดความกลัวที่จะพลาดโอกาสไป

หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ Scarcity effect ประสบความสำเร็จคือ ความกลัวของผู้ชื้อที่จะพลาดโอกาสที่จะชื้อของนั้นไป กลัวการที่จะไม่กลับมาขายอีก ทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่าจำเป็นต้องตัดสินใจในเวลาที่กำหนด เพื่อชื้อสินค้าทันที

โดยนอกจากการกดดันให้ผู้ใช้ตัดสินใจชื้อทันทีนั้น ยังสามารถใช้แท็คติกนี้เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าให้สูงขึ้น เกินมูลค่าจริง ได้ด้วยเช่นกัน ด้วยการขายโดยให้เวลาจำนวนจำกัด หรือของจำนวนจำกัด หรือของ Limited ที่มีขายแค่เฉพาะช่วงนี้เท่านั้น สิ่งเหล่านี้สามารถกดดันผู้ชื้อให้ตัดสินใจชื้อของที่มีราคาสูงได้ง่ายยิ่งขึ้น เพราะความกลัวที่จะพลาดโอกาสที่จะมีไว้ครอบครอง

การขายสกินอาวุธที่จำนวนจำกัดในเกม ‘Valorant’ ที่ตั้งขายในราคาสูง

โดยตัวอย่างที่ใช้ระบบนี้และประสบความสำเร็จอย่างเห็นได้ชัดคือ หน้าร้านค้า Microtransaction ของเกม Valorant ที่ตั้งราคาขายของตกแต่งอาวุธในเกมที่มีราคาสูงกว่าเกมอื่นๆ แต่ก็มีผู้เล่นจำนวนมากที่ชื้อสินค้าที่มีราคาสูงพวกนี้อยู่สม่ำเสมอ ทำให้ทางค่ายเกมส์นั้นมีความมั่นใจที่จะสามารถตั้งราคาสินค้าสูง เพื่อสร้างกำไรและยอดขายให้มากที่สุดได้อย่างง่ายดาย เพราะความกลัวของผู้เล่นที่จะพลาดสินค้านี้ไป และจะไม่กลับมาขายอีก

ระบบของผู้เล่นสายประหยัด Battle Pass

หน้าเมนู Battlepass ของเกม Apex Legends

Battle Pass คืออะไร?

คือระบบหนึ่งในเกมส์ ที่เป็นโมเดลการตลาดยอดนิยมของเกมส์ Free-to-play โดยระบบนี้จะเป็นการแจกของรางวัลให้ผู้เล่นฟรีๆ เมื่อผู้เล่นเก็บแต้มทำภารกิจที่กำหนดภายในเกม หรือแค่เข้าไปเล่นเกม เมื่อแต้มครบตามที่กำหนดระบบปลดล็อคเลเวลถัดไปเรื่อยๆ (ส่วนใหญ่นั้นจะมีเลเวลเต็มที่ 50-110+) โดยมีข้อเสนอเป็นสองทางเลือก คือ Tier ฟรี หรือ พรีเมียม ผู้เล่นนั้นสามารถรับรางวัลต่างๆ ใน Tier “ฟรี” ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่จะไม่สามารถรับรางวัลใน Tier พรีเมียมได้ ถ้าไม่ได้จ่ายตังชื้อเพื่อปลดล็อคซะก่อน เมื่อปลดล็อค Tier พรีเมียม ก็จะสามารถรับรางวัลได้ทุกระดับถ้าเลเวลถึง

(บางเกมส์นั้นมีข้อเสนอการ “คืนเงิน” ค่า Battlepass เมื่อสามารถเก็บเลเวลจนเต็มด้วย) และที่สำคัญ Battle Pass มีเวลาจำนวนจำกัดในการปลดล็อคเลเวลให้เต็ม

เพราะอะไรถึงต้องชื้อ Battle Pass ในเมื่อถ้าเราไม่ชื้อก็ได้ของฟรีๆ โดยไม่เสียเงิน?

จุดขายเด่นของ Battle Pass คือการเสนอมูลค่าของต่างๆในระดับพรีเมียม ซึ่งถ้าเทียบกับเงินที่เสียไปแล้ว ผู้เล่นจะได้ของคุ้มราคาเกินกว่าที่จ่ายเยอะมาก ทำให้ผู้เล่นสายประหยัดรู้สึกโอเคที่จะยอมเสียเงินชื้อ

หน้าเมนูขาย Battle Pass ของเกม Apex legends

นั่นอาจจะเป็นข้อดีหนึ่งของ Battlepass แต่ระบบการตลาดในความเป็นจริงแล้ว Battle Pass ผลักดันให้ผู้เล่น เล่นเกมต่อวัน ‘มากขึ้น‘ เพื่อปลดล็อคเลเวลเพื่อรับของรางวัล

โดยความเป็นจริงแล้ว ระบบ Battlepass จะคุ้มกับผู้ใช้เวลากับเกมเยอะ และเล่นประจำเท่านั้น โดยผู้เล่นที่เล่นไม่บ่อย หรือเล่นแค่เอาสนุกในเวลาว่างเช่น 2-3 ชม. ต่อวัน ผู้เล่นเหล่านี้มีโอกาสน้อยมาก ที่จะเลเวลเต็มเพื่อรับของรางวัลทั้งหมดได้ นอกจากจะเสียตังเพิ่มเพื่อเติมชื้อ “เลเวล” เพื่อตามปลดล็อคของใน Battlepass ซึ่งบางเกมส์นั้นก็จะตั้งระบบเลเวลให้เก็บยากใช้เวลานาน แต่ก็ไม่ถึงขนาดเป็นไปไม่ได้ที่จะเล่นให้เต็มได้โดยไม่ชื้อเลเวล แต่ก็สามารถใช้เวลาเฉลี่ยถึง 50-60 ชั่วโมงในการเก็บ Battlepass ให้เลเวลเต็ม ซึ่งก็คือการเล่นเกมเยอะพอสมควร สำหรับผู้เล่นที่ไม่ได้เล่นบ่อย

โดยสรุปแล้ว Battlepass นั้นใช้เทคนิคการให้ผู้ชื้อรู้สึกว่าคุ้มราคาที่ชื้อเพราะรางวัลที่ให้ แต่ต้องแลกมากับการเกมเล่นที่เยอะขึ้น ทำให้ผู้เล่นต้องกลับมาเล่นเกมประจำ และถ้าผู้เล่นไม่เล่นเกมก็จะเก็บเลเวลไม่ทัน ทำให้เสียเงินค่า Battlepass ไปโดยไม่คุ้มเท่าที่ควรจะได้ หรือบางคนนั้นอาจจะถึงขนาดชื้อเลเวลที่แพงกว่าตัว Battlepass เองเพื่อให้เลเวลของตนเองเต็ม ก็สร้างกำไรให้บริษัทเกมขึ้นไปอีก แต่สุดท้ายแล้วเป้าหมายของระบบนี้สำหรับบริษัทเกมส์คือการให้ผู้เล่น ใช้เวลาในการเล่นเกมเยอะๆ นั่นเอง

เทคนิคการตลาดที่รุ่งเรือง และยังมีใช้ในถึงปัจจุบัน ระบบ Loot Boxes

Loot boxes จากเกม Apex Legends

Loot Box คืออะไร?

Loot box คือระบบกล่องสุ่ม ที่มีในเกมส์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเกมส์เล่นฟรี หรือจะเสียตังเล่น โดยเป็นระบบที่มีข้อเสนอให้ผู้เล่นใช้เงินจริง หรือเงินในเกมเพื่อชื้อกล่องสุ่มมาเปิด เพื่อลุ้นของรางวัลที่อยู่ข้างในกล่อง ซึ่งกล่องก็จะผสมไปด้วยของหลากหลายเกรด ตั้งแต่ เกรดธรรมดา ไปจนถึงเกรดหายากมาก และในบางเกมส์ในกล่องก็มีจะรางวัลแจ็คพ็อตเช่นกัน โดยระบบนี้พิสูจน์มาแล้วว่าสร้างรายได้ให้บริษัทเกมส์ต่างๆ จำนวนมหาศาล

เพราะอะไร Loot box ถึงประสบความสำเร็จ และสร้างรายได้มหาศาล?

โดยระบบกล่องสุ่มนั้นจะใช้เทคนิคในการเล่นกับความเสพติดของผู้เล่น หรือ คล้ายกับการพนันที่ใช้เงินจริงเพื่อสุ่ม เอาของรางวัลที่มีมูลค่ามากกว่า

หน้าต่างอธิบาย โอกาสการออกของรางวัลต่างๆ ของกล่อง Loot box ในเกม Apex Legends

ในอีกวิธีคือการใส่ของที่ดูดีและน่าสนใจ และแน่ใจว่ามีผู้เล่นที่อยากมีไว้ครอบครองแน่ๆ ใส่ใน Lootbox เพื่อให้หาได้จากการเปิดกล่องสุ่มเท่านั้น โดยตั้งโอกาสที่จะได้ของชิ้นนั้นจากการเปิดกล่องสุ่มในโอกาสน้อย ให้ผู้เล่นเปิดได้ยาก เพื่อให้ผู้เล่นจ่ายเงินเยอะกว่าที่ควรจะจ่ายเยอะมากๆ เป็นการสร้างรายได้ที่ดีมากๆ สำหรับบริษัทเกมส์ต่างๆ เพราะด้วยความอยากได้มาครอบครองของผู้เล่น และผู้เล่นที่เสียเงินไปเยอะที่ไม่ได้ซักทีก็ต้องชื้อเพิ่มไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้เพราะเสียตังไปเยอะเกินกว่าที่จะหยุดยอมแพ้แล้ว ซึ่งในปัจจุบันประเทศต่างๆเริ่มมีกฎหมายควบคุม Lootbox ให้กำหนดเขียนค่า rate โอกาสของ ให้ชัดเจน หรือบางประเทศประกาศแบนระบบนี้ไปเลย ซึ่งเกมส์ต่างๆก็เริ่มจะแก้ไขปัญหานี้ด้วยการทำระบบ pity หรือเรียกว่าการันตี โดยเมื่อยอดเงินถึงค่าที่ตั้งไว้จะสามารถเลือกของที่ต้องได้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ก็เป็นเงินจำนวนมากอยู่ดี

สรุป

โดยสรุปแล้ว ระบบ Microtransaction ในเกมส์ต่างๆนั้น พิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างรายได้ให้บริษัทเกมส์ต่างๆ อย่างมหาศาล ถึงแม้ว่าจะเปิดเกมส์ให้เล่นฟรี ด้วยการผสมผสานกับเทคนิคการตลาด และระบบใหม่ๆที่สร้างมาเพื่อให้ผู้เล่นเสพติดยิ่งขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเข้าใจกลไก ของเทคนิคการตลาดเหล่านี้ เพื่อเป็นผลประโยชน์กับตัวเองทั้งปัจจุบันและอนาคต เราอาจจะสามารถนำกลไกเหล่านี้ไปสร้างรายได้ในบริษัทของเราเอง หรือจะใช้เพื่อเป็นการระวังตัวไม่ให้เป็นเหยื่อของการตลาดเหล่านี้ และนำผลประโยชน์ออกมาใช้เอง และอย่าลืมว่าต้นทุนของสินของต่างๆในเกมส์นั้น ไม่ได้มีต้นทุนมาก แต่ก็สามารถขายในราคาสูงได้ เพราะการตลาดเหล่านี้ช่วยผลักดันมูลค่าให้มากขึ้น เพื่อสร้างรายได้ที่มากขึ้น