การทำตลาดผ่านออนไลน์ผ่านแคมเปญ

แคมเปญการตลาดคืออะไร

generaterevenue product advertise event
การทำแคมเปญการตลาด

ความเข้าใจของนักการตลาดทุกคน ในการทำแคมเปญการตลาดคือการใช้เครื่องมือสื่อสาร เข้ามาส่งเสริมผลิตภัณฑ์หรือบริการให้เป็นที่รู้จัก ซึงไม่อาศัยเพียงแค่โฆษณาอย่างเดียว แต่ต้องมีการ LIVE แนะนำสินค้า การจัดอีเว้นท์แนะนำสินค้าและบริการ รวมทั้งอาจจะแจกสินค้าให้ทดลองใช้ หรือทำโปรโมชั่นส่งเสริมการตลาดเรียกว่าเป็นการทำกลยุทธ์ทางการตลาดให้ครบทุกด้านเพื่อเข้ากลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้าหลักได้ทุกมิติ

เป้าหมายแคมเปญคืออะไร?

advertise event generatervenue
การทำแคมเปญให้มีเป้าหมาย

ให้เริ่มจากการมองภาพให้กว้างก่อนว่าจะทำแคมเปญให้มีเป้าหมายไปถึงจุดไหนแล้วค่อยโฟกัสทีละจุดให้ชัดเจนขึ้น หรือกำหนดภาพรวมตรงกับธุรกิจของคุณที่สุด โดยจะใช้ความคิดดังนี้


-Promote a new product or service (โปรโมอผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่)
-Increase brand awareness (เพิ่มการรับรู้แบรนด์)
-Gather customer feedback or content (รวบรวมความคิดเห็นหรือเนื้อหาของลูกค้า
-Generate revenue (สร้างรายได้)
-Boost user engagement on social media (เพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ใช้บนโซเชียลมีเดีย)
-Advertise an upcoming event (โฆษณากิจกรรมที่จะเกิดขึ้น)
-Generate leads (สร้างโอกาสในการขาย)

เมื่อกำหนดเป้าหมายที่กว้างๆไว้แล้ว ค่อยกำหนดที่เป้าหมายเฉพาะเจาะจง วัดผลได้ ทำตามเป้าหมายได้และเสร็จทันเวลา การวางเป้าหมายกว้างๆ อย่างเช่น “เป้าหมายของแคมเปญนี้ คือ การรวบรวมความคิดเห็นของลูกค้าเกี่ยวกับแบรนด์ของเรา เป็นต้น

กลุ่มเป้าหมายเป็นใคร

product advertise event generaterevenue
กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ

เมื่อถามถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ นักการตลาดมือเก่าหรือใหม่นิยมตอบว่า “ทุกคนคือกลุ่มเป้าหมาย” จนกลายเป็นคำถามโลกแตก แต่ทราบหรือไม่ว่าการกำหนดเป้าหมายกว้างขวางขนาดนั้น จะทำให้ออกแบบนำเสนอเอกลักษณ์ของแบรนด์ได้แบบไม่ตรงใจใครเลย และทำกลยุทธ์การตลาดในแต่ละแคมเปญไม่ตรงจุด เพราะเราไม่รู้ว่าใครจะเป็นลูกค้าที่ยอมจ่ายซื้อสินค้าอย่างแท้จริง
การมีกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเจาะจง จะให้ช่วยคุณการรับรู้ การพิจารณาหรือการตัดสินใจซื้อของพวกเขา ตรงกับกลยุทธ์ที่เราส่งออกไปหรือไม่ แล้วเราจะเดินหน้าแคมเปญในระดับต่อไปในรูปแบบไหน รวมทั้งคอนเทนต์ที่ตรงใจกับกลุ่มเป้าหมายที่สร้างมา อาจจะสร้างการรับรู้ให้แก่ผู้บริโภครายใหม่ได้ด้วย

PESO โมเดล

generaterevenue advertise event product
โมเดล PESO

หากช่องทางการตลาดในอุตมคติยังเป็นเรื่องใหม่ ลองใช้โมเดล PESO เป็นแนวทางก็ได้ โดยแบ่งช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าของคุณ ออกเป็น Paid, Earned, Share และ Owned โดยเลือกสัก 2-3 ช่องทางมาเป็นช่องทางหลักสำหรับแคมเปญของคุณ เช่น อยากจะโปรโมทแคมเปญด้วยรูปแบบของ UGC บนอินสตาแกรม หรือ ทำเป็น email marketing ส่งให้กับฐานลูกค้าสมาชิกหรือทำแคมเปญผ่านเว็บไซต์ / แฟนเพจหลักของแบรนด์ หากมีคนสนใจ คุณก็อาจจะได้ฐานลูกค้าใหม่ๆ จากแคมเปญที่จัดขึ้นก็ได้

แต่ก็ต้องจำไว้ด้วยนะว่า ช่องทางการจัดจำหน่ายบางช่องทางอาจจะไม่ควรเป็นเป้าหมายหลักของแคมเปญใหม่ เช่น โพสต์แคมเปญใหม่บนโซเชียลมีเดียหลักของแบรนด์แล้ว ลูกค้าอาจจะไปซื้อในช่องทางอื่นที่คุ้นเคยของเขาอย่างพวกแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซก็ได้ ดังนั้น เมื่อคุณปล่อยแคมเปญอะไรออกมาแล้ว คุณต้องมองพฤติกรรมของลูกค้าให้รอบด้านด้วยว่าพวกเขามีโอกาสจะซื้อสินค้าของเราผ่านช่องทางไหนและ “ความน่าจะเป็น” ที่เรามองเป็นช่องทางสำรอง ก็อาจกลายมาเป็นช่องทางขายหลักได้เช่นกัน

นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องใส่ใจอีกอย่างคือ ถึงแคมเปญการตลาดของคุณจะมีประสิทธิภาพ ในการเพิ่มปริมาณการเข้าชมเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย แต่กลยุทธ์ทางการตลาดของคุณก็ต้องกระตุ้นให้เกิด Conversion และการกระตุ้นนั้นก็จำเป็นต้องทำให้เกิดการตัดสินใจ (CTA – call to action) เช่น เห็นแคมเปญของคุณแล้วอยากกดซื้อ หรือ เห็นแคมเปญแล้วอยากเข้ามาเป็นลูกค้าในอนาคต หรือ กดรับคูปอง กดสินค้าใส่ตระกร้า เตรียมที่จะจ่ายเงินแล้ว นั่นถึงเรียกว่าเป็นการกระตุ้นให้เกิดผลทางการขาย

นักการตลาดหลายคนอ่านแล้วอาจจะสงสัยว่าควรทำในรูปแบบไหนได้บ้าง อันนี้คิดได้หลายรูปแบบหากทำเป็นแบบ UGC ก็เช่น แชร์รูปภาพของคุณโดยใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา หรือเขียนบรรยายความประทับใจและรับคูปองจากเราไปได้เลย เป็นต้น แต่คุณก็ต้องหมั่นสำรวจพฤติกรรมของลูกค้าเป็นหลักด้วยว่าพวกเขา “อยากมีส่วนร่วม” แบบไหน จะได้ทำแคมเปญได้ตรงใจมากขึ้น

วัดผลแคมเปญอย่างไรว่าถูกใจ

advertise event product generaterevenue
วัดผลแคมเปญ

หลังจากปล่อยแคมเปญออกไปแล้ว แน่นอนว่านักการตลาดก็อยากจะติดตามและวัดผลแคมเปญที่คุณทำในแต่ละครั้ง ถ้าเราดูแค่อัตราการเข้าชม (generated traffic), อัตราการคลิกผ่าน (click-through rate) และ การแสดงผล (impressions) ดูจะเป็นการได้ข้อมูลมาใช้วิเคราะห์ผลน้อยไป หากอยากรู้เชิงลึก สิ่งที่คุณต้องทราบนั่นคือ

  • ตัวชี้วัดการตลาดผ่านอีเมล (Email Marketing Metrics)
  • อัตราการคลิกผ่าน (Click-through rate)
  • อัตราตีกลับ (Bounce rate)
  • อัตราการแปลง (Conversion rate)
  • เมตริกสื่อแบบชำระเงิน (Paid Media Metrics)
  • อัตราการคลิกผ่าน (Click-through rate)
  • อัตราการแปลง (Conversion rate)
  • ราคาต่อคลิก (Cost per click)
  • ราคาต่อการแปลง (Cost per-conversion)
  • ตัวชี้วัดสื่อแบบออแกนิก (Organic Media Metrics)
  • ไลค์ แชร์ และรีทวีต (Likes, shares, and retweets)
  • ความคิดเห็นและทวีตที่ยกมา (Comments and quoted tweets)
  • ผู้ติดตาม (Follower)
  • ตัวชี้วัดการสร้างลูกค้าเป้าหมาย (Lead Generation Metrics)
  • อัตราการเลือกรับ (Opt-in rate)
  • ราคาต่อการเลือกใช้ opt (Cost per opt-in)
  • อัตราการเปิดอีเมลติดตามผล (Follow-up email open rate)
  • อัตราการแปลงการเลือกรับ (Opt-in conversion rate)

เครื่องมือการวัดผลเหล่านี้ ไม่ได้หมายความว่าใช้ทั้งหมดมาวิเคราะห์ผลในครั้งดียว แต่เลือกใช้ตัวที่เหมาะสมหลายๆ อันมาเปรียบเทียบ เพื่อประเมินความสำเร็จของแคมเปญให้ดีขึ้น

แล้วจะรู้ได้อย่างไร ว่าแคมเปญนั้นประสบความสำเร็จ นั่นก็ต้องถามใจคุณแล้วว่า บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ตั้งแต่แรกหรือไม่ ถ้าทำได้ตามเป้าหมายนั่นก็หมายความว่าคุณประสบความสำเร็จ และกำลังเดินหน้ากลยุทธ์ถูกทางแล้ว จากนั้นก็ค่อยๆ ก้าวไปตามขั้นตอนที่วางไว้ตั้งแต่ต้น เชื่อว่าคุณจะสำเร็จตามเป้าหมายได้ทุกครั้งแน่นอน