การทำการตลาดออนไลน์ผ่าน Shopee

– Shopee ตลาดซื้อขายแบบโซเชียลผ่านโทรศัพท์มือถือ (Mobile First)

– กลยุทธ์การตลาด Shopee และ การสร้างแบรนด์

– การไม่ยึดติดกับ โมเดลธุรกิจ ในรูปแบบเก่าๆ เพิ่มคุณค่าในการบริการ

– แผนธุรกิจในการหารายได้ของ Shopee

– ประเมินอนาคตทางการค้าของ Shopee

 


 

Shopee ตลาดซื้อขายแบบโซเชียลผ่านโทรศัพท์มือถือ (Mobile First)

Shopee นั้นเป็นตลาดซื้อขายแบบใช้โซเชียลและมุ่งเน้นการใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถืออันดับแรก (Mobile First) เพื่อให้ทุกคนสามารถซื้อขายและเลือกดูได้อย่างสะดวก โดยเป็นแพลตฟอร์มที่ออกแบบขึ้นเพื่อชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการผสานคุณลักษณะของตลาดซื้อขายแบบผู้บริโภคสู่ผู้บริโภค (C2C) เข้ากับระบบการชำระเงินและการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ เพื่อให้การช้อปปิ้งออนไลน์กลายเป็นเรื่องที่สะดวก ปลอดภัย และไร้ความยุ่งยาก
Shopee ดูแลโดยบริษัท Garena เป็นบริษัทมาจากประเทศสิงคโปร์  ซึ่งมีผู้ก่อตั้งคือ Forrest Li ใช้บริษัท SEA Ltd. ในการถือหุ้น นอกจากนี้ Garena ก็ยังเป็นผู้ให้บริการเกมออนไลน์เจ้าดังในประเทศไทยและยังเป็นเจ้าของแอปพลิเคชั่น TalkTalk ที่เป็นระบบสื่อสารด้วยภาพและเสียงแบบเรียลไทม์ ต่อมาในปี 2013 ได้เปิดตัว BeeTalk อีกด้วย กระทั่งเปิดตัว Shopee ที่กลายเป็นแพลตฟอร์มช็อปปิ้งแข่งขันกับ Lazada ของจีน และ 11 streets ของเกาหลีใต้ ไม่เพียงแค่นั้น พวกเขายังพัฒนาแอปพลิเคชั่น Wallet กระเป๋าเงินบนโลกอินเทอร์เน็ตอย่าง Airpay ที่เริ่มเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างจริงจังแล้ว
Shopee ในประเทศไทยถือว่าเป็น 1 ในประเทศแถบภูมิภาคอาเซียนที่โตเร็วมากๆ Garena ได้เปิดตัวเมื่อเดือนธันวาคม 2558 ปัจจุบันมีผู้ใช้มากกว่า 4 ล้านคน ภายใน 2 ปี มีสินค้าให้เลือกซื้อมากกว่า 3 ล้านรายการ ซึ่งถือว่าโตเร็วกกว่า Lazada ที่เข้ามาทำการตลาดก่อนหน้าเป็นอย่างมาก

 

 

สิ่งที่ทำให้ Shopee แตกต่างจากคู่แข่งรายอื่นในตลาดอยู่ตรงที่ความรวดเร็ว ความปลอดภัย และการนำเสนอสินค้าในราคาที่ถูกกว่า

        • ความรวดเร็ว – ผู้ซื้อสามารถติดต่อคุยกับผู้ขายได้โดยตรงผ่านข้อความแชต (LiveChat) สามารถสอบถามรายละเอียดของสินค้าได้
        • ความปลอดภัย – การซื้อขายผ่านแอปพลิเคชั่นที่มีความน่าเชื่อถือได้โดยมี Shopee ที่เป็นสื่อกลาง เมื่อเกิดปัญหาก็สามารถสอบถามทาง Shopee ได้โดยตรง
        • สินค้าที่ถูกกว่า – ทาง Shopee นั่นมีการแจกโค้ดส่วนลด รวมถึงผู้ขายเองก็สามารถลดได้เองเช่นกัน ตรงส่วนนี้ถือว่าแข่งขันกันสูงไม่ว่าจะเป็น Lazada หรือ 11 Streets ซึ่งทางผู้ซื้อก็ควรที่จะต้องลองเช็คราคาจากหลายๆ แหล่งก่อน
ปัจจุบัน Shopee ให้บริการอยู่ทั้งหมด 7 ประเทศ ประกอบด้วย เวียดนาม, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ไต้หวัน, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และประเทศล่าสุดก็คือไทย มียอดผู้สมัครใช้งานกว่า 4 ล้านราย แต่ทางผู้ให้บริการไม่ได้แยกว่าคนที่สมัครเข้ามาเป็นผู้ซื้อหรือผู้ขาย 

 

 

คู่แข่งของ Shopee ในประเทศไทยทุกวันนี้ ที่เห็นได้เด่นชัด

    1. Lazada
    2. 11 Street
สำหรับในประเทศไทยก็ไม่ได้มี marketplace ที่มีนายทุนใหญ่หนุนอยู่มากนักและล่าสุดคู่แข่งอันดับที่ 3. ที่เข้ามาจับมือกับเซ็นทรัลนั่นคือ JD จากประเทศจีนนั่นเอง

 


 

กลยุทธ์การตลาด Shopee และ การสร้างแบรนด์

 

  1. เศรษฐกิจแบบดิจิตอล (Digital Economic) และ E-commerce ในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นั้นมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและมีการเจริญเติบโตสูงอย่างเห็นได้ชัด
ทั้งนี้ Shopee เองก็เล็งเห็นโอกาสนี้ ในการสร้างขุมกำลังของแบรนด์และวางความแตกต่างให้กับแบรนด์ของตน ให้แตกต่างจาก แพลตฟอร์มอื่นๆ e-commerce อื่นๆ การพัฒนาการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้ เพิ่มการเจริญเติบโตและเป็นผู้นำอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซนี้ 
 
  1. กลยุทธ์เน้น Mobile First เพื่อเป็นแต้มต่อทางธุรกิจการเจริญเติบโตที่มากขึ้นของการใช้งานมือถือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไต้หวัน Shopee นั้นใช้กลยุทธ์เจาะไปในเรื่องของเส้นทางการซื้อของผู้บริโภค (Consumer Journey) ที่เข้ามาใช้  Shopee App ผ่านทาง โทรศัพท์มือถือ
Application ทางโทรศัพท์มือถือหน้าตาสะอาดเรียบง่าย รวมไปถึงการออกแบบเพื่อให้ใช้งานง่ายที่สุดและการเข้าถึงลูกเล่นต่างๆใน Application ทำได้ง่ายและรวดเร็วด้วย
 
  1. กลยุทธ์การเน้นที่ผู้ใช้เป็นหลัก (User Centered Design) อินเตอร์เฟส หน้าจอสำหรับใช้งาน จะต้องมีความเชื่อมโยงความสัมพันธ์กันและให้ประสบการณ์ที่ดีทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เริ่มต้นการเดินทางจนไปถึงซื้อและการขาย
 
  1. กลยุทธ์ Hyper Localization การเจาะที่กลุ่มผู้ใช้ท้องถิ่นอย่างชัดเจน เพิ่มความน่าจดจำและประสบการณ์ในรูปแบบดิจิตอล
Shopping มีกลยุทธ์การตลาด ที่เน้นนโยบายในการสร้างสิ่งแวดล้อมและแคมเปญต่างๆเพื่อนเน้นเจาะกลุ่มผู้ใช้งานในท้องที่นั้นๆ ที่มีความต้องการทางตลาดอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น
Shopee ในประเทศเวียดนาม
คนรุ่นใหม่ หรือ millenium ของประเทศเวียดนามนั้นมีจำนวนประชากร 30 เปอร์เซ็นต์ หรือ ประมาณ 27 ล้านคน ซึ่งคนเหล่านี้ ใช้อุปกรณ์โทรศัพท์มือถือเป็นหลัก และ มีประสบการณ์การใช้โทรศัพท์มือถือ ซื้อ/ขาย สินค้าอยู่แล้ว Shopee เข้าไปเชื่อมความสัมพันธ์กับคนกลุ่มนี้ โดยออก แคมเปญ ที่เรียกว่า Month-Long Sales หรือ การลดราคา ทำโปรโมชั่น ที่มีระยะเวลายาวนานเป็นเดือน และ Shopee เลือกดาราที่ได้รับความนิยมของเวียดนาม มาเป็น แบรนด์แอมบาสเดอร์ ด้วย
 
Shopee ในประเทศไทย
บ้านเราการใช้เซเลปเข้ามาเป็นส่วนแนะนำแบรนด์ shopee เป็นที่นิยมและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากมาก  ผลสำรวจ 60 เปอร์เซ็นต์ได้รับการตอบสนอง ว่า พวกเขาเชื่อมั่นในเซเลบที่ให้คำแนะนำ ว่า ควรจะ ซื้อ/ขาย สินค้าผ่าน Shopee ไทยนั้นเป็นประเทศที่มีชนชาติ หรือ เชื้อชาติรวมอยู่หลากหลาย Shopee Thailand จึงเลือกลูกครึ่งไทย-นอร์เวย์ และ ลูกครึ่งไทย-ออสเตรเลีย มาเป็นผู้ให้คำแนะนำและสนับสนุนแบรนด์ Shopee  ที่เราเห็นก็ คือ ณเดชและญาญ่า นั่นเอง
 
Shopee ในประเทศมาเลเซีย
การซื้อสินค้าออนไลน์มีการแข่งขันในเรื่องของการลดราคาและการออกโปรโมชั่น แบบ Flash Sale ค่อนข้างมาก ดังนั้น Shopee มาเลเซีย จึงออกต้องออกแคมเปญรายวัน ที่เรียกว่า Shocking Sale ซึ่ง จะ การันตี ว่า ราคาถูกที่สุดรวมถึง ฟรีค่าจัดส่ง และ ไม่จำกัดค่าใช้จ่ายขั้นต่ำด้วย

 

กลยุทธ์การตลาด Shopee

กลยุทธ์  Localization เป็นการมองเกินไปกว่าการออกแคมเปญทางการตลาด และ หมวดหมู่ของสินค้า เพราะ Shopee นั่นยังมุ่งตรงไปที่ Partner หุ้นส่วนทางธุรกิจที่เป็นธนาคารท้องถิ่นในแต่ละประเทศ เพื่อขอความร่วมมือในเรื่องของการชำระเงิน Payment
รวมไปถึงในเรื่องของโลจิสติกส์ Logistic หรือ การจัดส่ง Shopee เองก็เน้นความร่วมมือกับหุ้นส่วนทางธุรกิจในท้องที่นั้นๆ เพื่อจะได้ไม่เกิดข้อผิดพลาดหรือติดขัด และ ยังช่วยในเรื่องของการลดต้นทุนในการจัดส่งอีกด้วย
 

 

การไม่ยึดติดกับ โมเดลธุรกิจ ในรูปแบบเก่าๆ เพิ่มคุณค่าในการบริการ

 

  1. Shopee feed ในส่วนของหน้าฟีดของการซื้อขายสินค้าใน Shopee จะถูกทำให้เป็นเรื่องเฉพาะตัว เฉพาะบุคคลนั้น รายการสินค้ายังเปิดโอกาสให้กับผู้ใช้หรือลูกค้า สามารถกดติดตามหรือกดไลค์ได้ด้วย
 
  1. Shopee Live Chat ยังมีบริการแชทสด พูดคุยแบบโต้ตอบทันที โดยผ่านหน้าจอแชท ที่เปิดโอกาสให้ผู้ซื้อและผู้ขายนั้นเชื่อมถึงกันและมีปฏิสัมพันธ์กันได้ โดยที่ผู้ซื้อสามารถได้รับการตอบจากผู้ขายแบบโดยตรง และ รวดเร็ว นอกจากนี้ ยังสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ซื้อกับลูกค้าของเขาอีกด้วย
 
  1. Shopee Mall เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นาน เป็นพื้นที่ที่อุทิศให้กับแบรนด์ต่างๆ รวมถึงผู้ขายชั้นดี Top Seller ใน Shopee ได้มีพื้นที่ในการแสดงสินค้าได้อย่างโดดเด่น
  2. Shopee Interface หน้าตาที่ดูพื้นๆ และ ใช้งานง่ายๆ ของระบบ สามารถช่วยให้ผู้ใช้มีความสัมพันธ์กับ shopee ได้เป็นอย่างดี ซึ่งมีผู้ซื้อใน shopee โดยเฉลี่ยต่อคนจะมีการสั่งซื้อสินค้ามากถึง 3.7 คำสั่งซื้อต่อเดือน
 
  1. Shopping University ถูกตั้งขึ้นเพื่อ จุดประสงค์ในการเข้าถึงกลุ่มของธุรกิจท้องถิ่นและผู้ประกอบการท้องถิ่น ที่ต้องการจะเข้ามาสร้างร้านค้าเป็นของตนเอง ในรูปแบบออนไลน์ มันจะเป็นระบบการสอนและติวเพื่อช่วยให้การทำธุรกิจเจริญเติบโต
 
  1. Shopee Support ในเรื่องของการ support หรือ การให้การสนับสนุน ให้คำแนะนำและช่วยเหลือ ผ่าน Shopee Seller Center ที่เป็นศูนย์กลาง ที่ที่ผู้ขายจะสามารถเข้ามาใช้เครื่องมือในการช่วยเหลือพวกเขา จัดการร้านค้าง่ายขึ้นและการจัดการในเรื่องของคลังสินค้า การติดตามคำสั่งซื้อ และ การบริหารจัดการในเรื่องของกำไรขาดทุน อีกด้วย
 
  1. Shopee Guarantee การการันตีนี้ มีการถูกสร้างขึ้นเพื่อที่จะปกป้อง ผู้ซื้อ ในการ ระงับการจ่ายเงินให้กับผู้ขายได้ ในกรณีที่ผู้ซื้อได้รับสินค้า ไม่ตรงกับเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้

 


 

แผนธุรกิจในการหารายได้ของ Shopee

แผนการสร้างรายได้ที่ “น่าจะเป็นไปได้” ของ Shopee ที่ใช้คำว่า น่าจะเป็นไปได้ เพราะว่า ในปัจจุบัน Shopee ยังไม่มีกำไรที่เห็นได้ชัด และ ยังไม่มีรูปแบบสร้างรายได้ที่ชัดเจนนัก
 
    1. การโฆษณา
    2. ระบบการจ่ายของตนเอง
ในข้อที่ 1. นั้นจะเข้ามาเป็นการสร้างรายได้หลักของ Shopee และ เป็นกลยุทธ์ที่มีนัยยะสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้ค้า หรือพ่อค้าแม่ค้า เข้ามาเป็นผู้ซื้อโฆษณาได้ จะทำให้มีรายได้เข้ามาอย่างมหาศาล เหมือนกันกับที่ Google นั้นเอาชนะคู่แข่งอื่นๆได้ในปี 2000

 

ในเรื่องของการลงโฆษณาที่จะสร้างรายได้ให้ Shopee

ในระบบของ Shopee มีปริมาณคนเข้าสู่ระบบ (จากทั่วโลก) โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 83.5 ล้านคนต่อเดือน เราก็เฉลี่ยไปซะว่าประมาณ 1,000 ล้านคน ต่อปี ซึ่ง จากจำนวนปริมาณคนเข้าสู่ระบบอีคอมเมิร์ซของ Shopee แล้วถ้าเทียบกับลาซาด้าแล้ว ลาซาด้ามีมากกว่าถึง 7 เท่า 
สมมุติว่า ค่าเฉลี่ยจากทุกประเทศแล้ว Shopee สามารถเพิ่มจำนวนคนเข้าสู่ระบบได้อีกมากถึง 10 เท่า หรือ อาจสูงไปถึง 30 เท่า ถ้าหากพวกเขาสามารถเป็นผู้นำ อีคอมเมิร์ซที่มีการเจริญเติบโตสูงในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ โดยที่สมมติฐานนี้ จะเป็นการดูจากการเจริญเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซ ตั้งแต่ปี 2017 ถึงปี 2021 เพื่อดูแนวโน้มของการขยายตัวของตลาดอีคอมเมิร์ซ
ถ้าหากลองเปรียบเทียบกับ Amazon ซึ่งเป็น marketplace ที่คล้ายๆกัน การคำนวณมูลค่าคิดจาก จำนวนวิวหรือจำนวนคนเข้าดูสินค้าในผ่านโฆษณา เฉลี่ยอยู่ที่ 1-4 USD ต่อการเข้าชม
แต่ ถ้าเป็น Shopee ซึ่งถือว่าครองโดยบริษัทอย่าง Sea ก็ อาจจะมีราคาที่ ถูก กว่า โดยค่าเฉลี่ยเมื่อถึงปี 2021 น่าจะมีราคาต่อจำนวนการเข้าชมอยู่ที่ 1-2 USD
ตอนนี้เราเริ่มมีตัวเลขที่จะสามารถลองไปคำนวณดูได้แล้ว และด้วยแนวคิดนี้ เราก็สามารถใช้ในการตรวจสอบรายได้จากการโฆษณาของอเมซอนซึ่งมีรายได้สูงถึง 5 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2018
ดังนั้น ถ้าจะลองประเมินรายได้ของ Shopee ในปี 2021 ซึ่งน่าจะมีปริมาณคนเข้าชมสูงขึ้นเป็น 30 เท่าของในปัจจุบัน และก็มีราคาต่อการเข้าชม อยู่ที่ 1 USD เราก็สามารถประเมินตัวเลขคร่าวๆ ของรายได้ของ shopee ได้ในลักษณะนี้
1b วิวต่อปี * 30 เท่า  * ($1 / 1000 วิว) = 30m USD
 
และการคำนวณในครั้งนี้ ถ้าหาก Shopee เพิ่มราคาให้กับค่าโฆษณาต่อการเข้าชมเป็น 2 USD ในปี 2021 แล้ว Shopee ก็น่าจะมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 60 ล้าน USD ต่อปี

 


 

ประเมินอนาคตทางการค้าของ Shopee

 

  1. คู่แข่งนั้นแข็งแกร่งขึ้นทุกวัน และจะไม่มีวันที่ Start Up ในสายนี้อีคอมเมิร์ซ ที่จะเกิด หรือ สามารถเข้าสู่เกมในเรื่องของค่าขนส่งและค่าธรรมเนียมในการชำระเงินได้อีกต่อไป
 
  1. ยังไม่สามารถเคลียร์ได้ชัดเจนมากนัก ว่า รายได้ที่จะเกิดขึ้นของ Shopee ที่คำนวณนั้นอยู่ที่ประมาณ 30 ถึง 60 ล้าน จะเพียงพอที่จะดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ดังนั้น Shopee น่าจะต้องมีไม้เด็ดที่จะออกมาสู้กับ Lazada ของ Alibaba
 
  1. จะเห็นได้เด่นชัดว่า Shopee เป็นเพียงคู่แข่งสำคัญคนเดียวของ Lazada ซึ่งอาจจะใช้รูปแบบหรือโมเดลทางธุรกิจแบบเดียวกันคล้ายๆกัน แต่ก็จะเป็นเรื่องที่ยากขึ้นหาก Alibaba สามารถรวบรวมในเรื่องของโลจิสติกส์ทั้งภูมิภาคได้ทั้งหมดและยิ่งถ้าหากเป็นมหาอำนาจอย่างประเทศจีน ก็จะทำให้ เรื่องของค่าขนส่งของ Shopee นั้นก็จะเริ่มมีปัญหา

 

  1. แล้วโมเดลทางธุรกิจของ shopee นั้นจะยัง work อยู่หรือไม่ เวลาเท่านั้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์

 

การทำการตลาดผ่าน zoom

zoom unicorn company appraise

Zoom

การตลาดออนไลน์

เป็นที่รู้จักอย่างมาก ปัจจุบันมีบริษัทมากกว่า 89,000 บริษัทที่ใช้ Zoom แบบพรีเมี่ยม (เสียรายเงิน) อยู่ซึ่งเพิ่มขึ้นมากถึง 61% จากเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว ด้วยมูลค่าหุ้นบริษัทที่ขึ้นมาแล้วมากกว่า 100% ในไม่กี่เดือนที่ผ่านแต่ Zoom นั้นถือว่าเป็นบริษัท Unicorn (ประเมิณค่ามากกว่า $1000 ล้าน) ด้วยมูลค่ามากกว่า $4 หมื่นล้าน

strategy  business zoom exploit
ตอบโจทย์ธุรกิจของคุณ

3 กลยุทธ์การตลาดที่ทำให้ Zoom ประสบความสำเร็จอย่างมากในทุกวันนี้

  1. Customer-Centric: การให้ความสำคัญต่อความต้องการของลูกค้า ในตอนออกมาทีมของ Eric ได้ทำการสำรวจในทีมแล้วพบว่าทีมเค้ามีประสบการณ์ที่จะมาสร้างเครื่องมือสำหรับการ Video Conference และเครื่องมือทำงานร่วมกันแบบ real-time ตั้งแต่นั้นมาพวกเขาก็ได้ร่วมมือกันสร้างเครื่องมือเพื่อแก้ปัญหาของผู้ใช้ พวกเขาใช้วิธีรับความเห็นจากคนใช้จริงอยู่เสมอเพื่อมาพัฒนาสินค้าอยู่เสมอ
  2.  Zoom เครื่องมือที่ขายตัวเองได้: ผู้บริหารของ Zoom เชื่อว่าต้องสร้างเครื่องมือที่มันใช้ได้ง่ายพอที่จะทำให้มันขายด้วยตัวมันเองได้
  3. การทำ Branding อย่างหนัก: Zoom ไม่ได้เป็นบริษัทที่ที่ทำการตลาดอย่างหนักหน่วงเหมือนหลายๆ Startup ที่เรารู้จักกันแต่พวกเขาเน้นในการทำการตลาดให้เหมาะแล้วให้คนเห็นได้มากที่สุด อย่างเช่นหนึ่งในกลยุทธ์เลยก็คือการซื้อบิลบอร์ดในถนนที่มุ่งหน้าไป Silicon Valley (แหล่งที่ตั้งบริษัท Startup) เมื่อไหร่ก็ตามที่รถติดคนเหล่านี้ที่เป็นเป้าหมายหลักของพวกเขาจะรู้สึกว่าอยากหันมาใช้เครื่องมือแทนที่ต้องมาติดในรถแบบนี้หรือการไปออกบูธส่วนใหญ่ก็จะเน้นเครื่องคอมกับจอทีวีเพื่อให้คนได้ลองทดสอบได้เลยที่นั้น

อัตราการเติบโตที่พุ่งทะยานขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ของ Zoom 

หลังจากเปิดตัว Zoom มีผู้ใช้งาน 1 ล้านคน และ 10 ล้านคนในหนึ่งปีต่อมาและแตะ 40 ล้านคน ในสองปีหลังการเปิดตัวและในปี 2017 Zoom ถือว่าเป็นบริษัท Unicorn (บริษัทที่ถูกประเมินค่ามากกว่า $1000 ล้าน) ด้วยมูลค่ามากกว่า 4 หมื่นล้าน และจากสถิติล่าสุด ในเดือนธันวาคม ปี 2019 Zoom มีผู้ใช้แอปต่อวันประมาณ 10 ล้านคน แต่ในเดือนมีนาคม 2020 กลับมีผู้ใช้ 200 ล้านคนต่อวัน และเพิ่มเป็น 300 ล้านคน

diagram zoom NASDAQ marketing
ราคาหุ้นในแต่ละเดือน

Zoom ได้จดทะเบียนเข้าตลาดหุ้น NASDAQ ในเดือนเมษายน 2019 ราคาเสนอขายต่อสาธารณะครั้งแรก $36 ต่อหุ้น จนในเดือนกันยายน 2020 ราคาหุ้น Zoom ขยับขึ้นเป็น $457.69 ต่อหุ้น มูลค่าตลาดอยู่ที่ $121,350 ล้าน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 40.78% และบริษัทเผยว่ามีผลประกอบ ของปี 2020 ว่ามูลค่าถึง $663.5 ล้าน หรือประมาณ 20,000 ล้านบาท

Zoom เครื่องมือที่ขายตัวเองได้

free-meeting-premium-zoom
ตัวเลือกการใช้พรีเมี่ยม

เนื่องจาก Zoom พัฒนาผลิตภัณฑ์ได้อย่างถูกจุดและมีกลุ่มลูกค้าหลัก คือ คนที่ประชุมเป็นประจำอยู่แล้ว อีกหนึ่งลูกเล่นที่ถือว่าเป็นทีเด็ดเลยก็คือ การให้ลองใช้งานฟรี 40 นาที เพราะ Zoom เชื่อว่าโดยเฉลี่ยแล้วการประชุมครั้งนึงมักอยู่ที่ 45 นาที และเมื่อการใช้งานของ Zoom มันดีและเสถียรอยู่แล้ว มันก็สามารถขายตัวเองได้ แล้วก็ไม่มีเหตุผลใดที่การทดลองใช้งานฟรีจะไม่ดึงดูดให้ผู้ใช้งานหลักกลายมาเป็นลูกค้าพรีเมียมนั่นเอง

การทำการตลาดออนไลน์ผ่าน pinterest

pinterest icon

Pinterest

เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นจาก Pin (ปักหมุด) ภาพหรือวิดีโอที่เรา (Interest) สนใจ จากเว็บไซต์ต่างๆที่เราพบเจอ และจากภาพและวิดีโอของเราเอง เช่น ภาพแฟชั่น บ้านและการตกแต่ง ศิลปะ รูปวาด การท่องเที่ยว และแม้แต่เรื่องเกี่ยวกับธุรกิจ ดีไซน์ และการตลาด  หรือจะเป็นอะไรก็ได้ที่เรามีความชอบส่วนตัว โดยมีจุดประสงค์ในการเก็บเรื่องราวไว้ใน Pinterest ของเราเอง และแชร์ให้กับคนทั่วโลก

pinterest pin

1 เข้าใจเป้าหมายของการทำ Pinterest

คนที่ใช้ Pinterest ก็จะเห็นว่ามันเป็นช่องทางที่คนไว้โพสต์รูปเราเรียกว่าการปักหมุด (Pin) ซึ่งระบบแสดงความคิดเห็นไม่ค่อยดีเท่า ทีนี้ต้องเข้าใจก่อนว่าหน้าที่ของ Pinterest คือการ คนที่น่าจะสนใจในสินค้าเรา ซึ่งแต่ละ Pin เราก็สามารถใส่ลิงก์ได้ คนที่ดูภาพแล้วชอบใจ ก็สามารถกดเซฟไว้ดูวันหลังได้ในอัลบั้มตัวเองหรือที่เรียกว่าบอร์ด หรือจะกดในหมุด (pin) เพื่อเข้าไปดูข้อมูลในลิงค์ก็ได้  หลังจากนั้นก็คือเรื่องของการปิดการขายครับ สมมุติว่าคุณขายตู้หนังสือ คนที่มาเห็นตู้หนังสือของคุณก็อาจจะเห็นว่า ‘ไอเดียนี้ดีจัง’ อยากจะซื้อเอาไว้มาใช้ที่บ้านเอง เขาก็จะกดลิงค์นี้เข้าไปยังหน้าร้านคุณ ที่นี้เขาก็จะสามารถสั่งซื้อได้แล้ว จะใส่เว็บไซต์ตัวเอง ใส่ลิงค์ YouTube หรือจะเป็นลิงค์อะไรก็ได้ที่ทำให้ลูกค้าสามารถติดต่อได้

pinterest gallary

2 คนจะเห็น Pin เราได้ยังไง

ส่วนนี้มีอยู่ 2 วิธี วิธีที่ 1 ก็คือเรื่องของคนที่มาติดตามเราครับ ส่วนนี้จะคล้ายๆกับการทำ YouTube คือคนที่ชอบพินเราหรือภาพที่เราโพสต์ เขาก็จะมาสามารถกดติดตามเราได้ หลังจากนั้นเวลาเราโพสอะไรใหม่เขาก็จะเห็นคอนเทนต์เราวิธีที่ 2 ก็คือถ้าเราสังเกตดีๆ เราจะเห็นว่า Pinterest มีช่องค้นหาอยู่ ซึ่งสำหรับคนที่ติดตามช่องนี้นะครับ เวลาที่เราเห็นช่องค้นหานะ เราคิดไปก่อนเลยครับว่าเราต้องทำ SEO หรือ search engine optimization พูดง่ายๆ คือทำยังไงก็ได้เพื่อให้ภาพของเราหรือพินของเราไปจัดอันดับเวลามีคนค้นหา มันก็มีเหตุผลอยู่ คือคนใช้ Pinterest เขาเข้ามาค้นหาของ? มาหาไอเดีย หาภาพต่างๆ

pinterest recommend

3 บอร์ดต่างๆใน Pinterest

บอร์ด (Board) ก็คืออัลบั้มต่างๆ ทุกครั้งที่เราสร้างพิน เราก็ต้องเอาไปเซฟไว้ในอัลบั้มหรือว่าบอร์ดต่างๆข สมมุติว่าถ้าคุณเป็นธุรกิจแนวตกแต่งบ้าน คุณก็อาจจะมีบอร์ดเกี่ยวกับเรื่องของไอเดียห้องนอน ไอเดียห้องนั่งเล่น ไอเดียห้องน้ำ หรือบอร์ดเกี่ยวกับเรื่องของเฟอร์นิเจอร์เฉพาะชนิดต่างๆ แต่ละบอร์ดของคุณมีภาพหรือพินปักไว้ประมาณ 3-5 ภาพก่อน ไม่อย่างนั้นคนกดเข้ามาดูโปรไฟล์แล้วเห็นแต่บอร์ด แต่บอร์ดไม่มีภาพอะไรเลย ก็ดูไม่ค่อยดีเท่าไร ข้อแนะนำแรกครับ หนึ่งพินสามารถปักในหลายบอร์ดได้ ถ้าคุณมีพินออกแบบเตียงนอน คุณก็เอาไปปักไว้ทั้งบอร์ดการออกแบบเตียง แล้วก็บอร์ดดีไซน์ห้องนอนหรูด้วยก็ได้

อีกข้อแนะนำหนึ่งก็คือ ให้เอาพินของคนอื่นมาปักไว้ได้บอร์ดตัวเองด้วย ในส่วนนี้ ผมไม่ได้อยากให้มองว่าเป็นการโปรโมทเว็บไซต์คนอื่นหรือว่าคู่แข่งนะครับ แต่อยากให้เข้าใจว่าธรรมชาติของผู้ใช้ Pinterest ส่วนมากเขาก็ปักพินของหลายๆคนไว้ในบอร์ดตัวเองอยู่ดี อันนี้ใครมีเพื่อนผู้หญิงก็ให้ลองถามเขาดูก็ได้นะว่าเขาใช้ Pinterest ยังไงบ้าง แล้วเราจะเห็นภาพรวมมากขึ้น

pinterest content

4 วิธีการทำพินให้คนอยากคลิก

เราก็มาถึงจุดที่ว่าเราต้องทำภาพหรือ Pin ยังไงให้คนอยากคลิกเข้ามาดู ในส่วนนี้จะพูดเกี่ยวกับเรื่องของการออกแบบมากกว่านะครับ ส่วนเรื่องรายละเอียดในการโพสต์พิมพ์หรือว่าในการทำ SEO ก็อย่างที่บอกครับ… เดี๋ยวจะตามมาอย่างแน่นอนครับ เพราะฉะนั้นในส่วนเนื้อเทคนิคการแต่งภาพเพื่อคนอยากให้เข้าไปอ่านเพิ่มเติมจึงสำคัญมาก แทนที่คุณจะทำแค่ภาพ 1 ภาพเป็นรูปห้องนอนสวยหรู คุณก็อาจจะทำพิณเป็น  10 ไอเดียการแต่งห้องนอน หรือ  3 วิธีในการแต่งห้องนอน หรือ  7 อุปกรณ์ในการแต่งห้องนอนที่คุณต้องมี เพราะถ้าคนมาเห็น Content แนวนี้ ยังไงเขาก็ต้องกดเข้ามาอ่านข้างในครับ เพราะตัวรูปน่ะมันได้ทำหน้าที่เป็นน้ำจิ้มให้แล้ว… เดี๋ยวผมจะทิ้งตัวอย่าง Pin ที่ผมคิดว่าเขาทำได้ดีๆแล้วกันนะครับ เอาไปลองศึกษาได้

การทำการตลาดออนไลน์โดยการใช้แชทบอท (Chatbot Marketing)

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ กับ แชทบอท (Chatbot)

ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) เข้ามามีบทบาทอย่างมากใน ภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรม เช่น การประยุกต์ใช้ AI มาประดิษฐ์เป็นหุ่นยนต์ที่มีความสามารถในการลอกเลียนแบบมนุษย์เพื่อการบริการทั้งในวงการแพทย์ร้านอาหารการประกาศข่าวการตัดสินคดีความเป็นต้น ซึ่งความสามารถของ AI ดังกล่าวได้สร้างผลกระทบอย่างมากมายให้กับวงการอาชีพต่าง ๆ และยังมีความถูกต้องแม่นยำเทียบเท่าหรือมากกว่ามนุษย์อีกด้วย อีกทั้งในอนาคตยังมีแนวโน้มว่าจะสามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

แชทบอท การทำการตลาด การตลาดดิจิทัล การถามตอบ

แชทบอท (Chatbot) ป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เป็นซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ที่ได้จำลองบทสนทนาของมนุษย์ถูกพัฒนาขึ้นมาให้มีบทบาทในการตอบกลับการสนทนาแบบอัตโนมัติแบบเรียลไทม์ เสมือนกับการโต้ตอบของคนจริง ๆ หรืออาจเรียกง่าย ๆ ว่าโปรแกรมตอบกลับอัตโนมัติซึ่งเวลานี้กลายเป็นสุดยอดผู้ช่วยอัจฉริยะที่นำมาใช้ในการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายแบบเรียลไทม์ มีการนำเอาปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ไปประยุกต์ใช้งานกันอย่างกว้างขวาง AI ที่มีความฉลาดและเข้าใจคำของผู้ใช้ได้อย่างแม่นยำหรือจะเรียกอีกอย่างว่า “Deep Text” ระบบจะทำความเข้าใจข้อความ ซึ่งสามารถตีความหมายข้อความจำนวนมากในเวลาอันรวดเร็วมีความแม่นยำเหมือนกับมนุษย์ โดย สามารถเรียนรู้ข้อความหรือประโยคต่าง ๆ จากผู้ใช้กว่าพันล้านคำต่อวันมีความเสถียรในระดับสูง ซึ่งจุดประสงค์เพื่อขยายการใช้งานให้มีประสิทธิภาพออนไลน์ขององค์กรมีความคิดที่จะนำ แชทบอทมาเพื่อใช้ทดแทนบุคลากรในระดับที่ไม่ต้องใช้ทักษะมากนักมีการพยากรณ์ว่าในอนาคต แชทบอทจะเข้ามาหลาย ๆ ทดแทนบุคลากรในการตอบคำถามได้ถึง 20-30%

ในปัจจุบันการให้บริการถามตอบแบบอัตโนมัติมีความสะดวกมากยิ่งขึ้นจากการใช้เทคโนโลยี แชทบอท (Chatbot) ซึ่งมีการประยุกต์เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่ซับซ้อนหลายเทคนิค เพื่อให้ สามารถวิเคราะห์คําถามของผู้ถามได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถหาคําตอบที่ตรงกับความต้องการของผู้ถามได้อย่างแม่นยํามากยิ่งขึ้น โดยเทคโนโลยีที่ใช้ในการพัฒนา แชทบอท (Chatbot) ส่วนหลัก คือ การประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing) ที่จะทําการวิเคราะห์ประโยคคําถามที่รับจากผู้ถาม โดยจะใช้เทคนิคต่าง ๆ ได้แก่

1. การตัดคําซึ่งเทคนิคที่นิยมใช้ในปัจจุบัน

การเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) ที่จะทําการสร้างโมเดลสําหรับตัดคําจาก การสอนเครื่อง (Machine Learning) ด้วย ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ทําให้โมเดลที่ได้มีความแม่นยําในการตัดคําสูงกว่าในอดีตที่ใช้ข้อมูลจากกฎและ พจนานุกรมเป็นข้อมูลพื้นฐานในการตัดคํา

2. วิเคราะห์หาว่าประโยคคําถามมีคําสําคัญ

โดยสามารถใช้ เทคนิค TextRank ที่ประยุกต์จาก PageRank ที่ใช้ในการวัดค่าความสําคัญของหน้าเว็บเพจใน เสิร์จเอนจิน (Search Engine) ทั่วโลก

3. หาจุดประสงค์ของคําถาม

โดยการที่จะเข้าใจถึงจุดประสงค์ของคําถามนั้น ต้องมีการใช้ความน่าจะเป็นในการเปรียบเทียบกับองค์ความรู้ที่มีอยู่ซึ่งสามารถใช้ ความน่าจะเป็นแบบเบย์ (Bayesian Probability) และใช้ข้อมูลคําสําคัญจากขั้นตอนก่อนหน้านี้ในการคํานวณ นอกจากนั้นแล้วยังสามาถตรวจสอบคําที่มีความหมายใกล้เคียงกันได้อีกด้วยโดยใช้เทคนิค Wordnet ที่เป็น ฐานข้อมูลคําศัพท์ (Lexical Database) ที่เป็นเซตของ คําพ้องความหมาย (Synonyms) เรียกว่า synset ข้อมูลนี้สามารถช่วยให้ระบบสามารถวัดความคล้ายคลึงของคําในประโยคและนํามาคํานวณ เพื่อหาความคล้ายคลึงเชิงความหมายของประโยคได้อย่างแม่นยํามากยิ่งขึ้น

 

สรุปได้ว่าเทคนิคต่าง ๆ นี้จะช่วยทําให้ระบบแชทบอท (Chatbot) สามารถเข้าใจประโยคคําถามที่มีความหลากหลายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เมื่อวิเคราะห์ประโยคคําถามแล้ว ระบบจะใช้ข้อมูลที่วิเคราะห์แล้วเหล่านี้ไปค้นหาคําตอบจากองค์ความรู้ที่ระบบแชทบอท (Chatbot) เพื่อหาคําตอบที่เหมาะสมให้กับผู้ใช้ โดยในตอนเริ่มต้นของการพัฒนา แชทบอท (Chatbot) นั้น ผู้พัฒนาสามารถทําการสอนให้ระบบแชทบอท (Chatbot) ให้ มีองค์ความรู้ที่สามารถถามตอบคําถามที่มีลําดับขั้นที่ซับซ้อนได้ และสามารถสอนประโยคที่มีความหมายเหมือนหรือใกล้เคียงกันแต่มีการเขียนที่ต่างกันได้ และระบบจะใช้องค์ความรู้ที่ทําการสอนเครื่องในการตอบคําถามในเบื้องต้น ถ้าระบบเจอคําถามที่ไม่สามารถตอบได้ระบบสามารถทําการบันทึกและแจ้งเตือนผู้ดูแลระบบเพื่อหาคําตอบ และนํากลับมาสอนระบบต่อไปในอนาคตได้

แนวโน้มของเทคโนโลยีแชทบอท (Chatbot)

แนวโน้ม เทคโนโลยี แชทบอท Chatbot

1. แชทบอท (Chatbot) ที่เป็นมิตรกับมนุษย์

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในปัจจุบันกําลังพยายามพัฒนาตนเองให้สามารถสนทนากับมนุษย์ จับความตั้งใจจากคําพูด หรือข้อความของมนุษย์ และพยายามจะตอบสนองความตั้งใจนั้นให้ใกล้เคียงกับความเป็นมนุษย์ที่สุด แนวโน้มด้านนี้จะทําให้แชทบอท (Chatbot)  มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น จับพฤติกรรมของมนุษย์มากขึ้น โดยสามารถสังเกตได้จากการตอบสนองของแชทบอท (Chatbot) 

2. แชทบอท (Chatbot) ที่ทํางานด้วยเสียง

การสั่งงานด้วยเสียงเป็นความท้ายทายของแชทบอท (Chatbot)  ตัวอย่างเช่น Google Assistant เป็นตัวอย่างที่ดีสําหรับแชทบอท (Chatbot)  และในอนาคต 50% ของการค้นหาทางอินเตอร์เน็ตจะเป็นการค้นหาด้วยเสียง ในปัจจุบัน Siri ใน iOS การใช้งานระบบและการสั่งการระบบโดยการใช้เสียงคําสั่งจากคําพูดของผู้ใช้เป็นแนวโน้มการใช้งานระบบที่กําลังเพิ่มขึ้น

3. แชทบอท (Chatbot) สําหรับการซื้อขายและชําระเงิน

แชทบอท (Chatbot) กําลังพัฒนาไปมากกว่าการเป็นการให้บริการข้อมูลแชทบอท (Chatbot) สามารถชักนําให้ผู้ใช้บริการสามารถชําระเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการได้ โดยมีการเชื่อมต่อกับบริการการชําระเงินต่าง ๆ เช่น กระเป๋าเงินอิเลคโทรนิกส์ (Digital Wallet), Paypal เป็นต้น ซึ่งในอนาคตการซื้อของและชําระเงินผ่าน แชทบอท (Chatbot) จะกลายเป็นสิ่งปรกติสําหรับผู้ใช้งาน และจะกลายเป็นแพลตฟอร์มที่สร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการ พร้อมยังสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าอีกด้วย

4. แชทบอท (Chatbot) ที่ผสมผสานการประมวลผลภาษาธรรมชาติ

การผสมผสานเทคโนโลยีการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing) ทําให้แชทบอท (Chatbot) มีความสามารถในการประเมินความตั้งใจของผู้ใช้งาน และสามารถตอบสนองผู้ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  แนวโน้มของการพัฒนา แชทบอท (Chatbot) จะเป็นการทําให้ Chatbot สามารถเข้าใจการสนทนาได้มากขึ้นและมีการตอบสนองได้หลากหลายรูปแบบมากขึ้น

5. แชทบอท (Chatbot) ที่มีความฉลาดทางอารมณ์

ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) คือสิ่งที่ทําให้มนุษย์สามารถเข้าใจอารมณ์ของมนุษย์ด้วยกันเอง และตอบสนองต่ออารมณ์เหล่านั้นอย่างถูกต้อง ในเวลานี้ AI สามารถที่จะแปลความตั้งใจของข้อความ หรือคําพูดได้แล้วนั้น AI จะสามารถจําแนกประเภทพฤติกรรมของผู้ใช้งาน และพยายามเข้าใจอารมณ์ของผู้ใช้ว่ากําลังโกรธ เศร้า หรือมีความสุขได้อย่างถูกต้อง

6. แชทบอท (Chatbot) ในโซเชียลมีเดีย (Social Media)

แนวโน้มต่อไปของแชทบอท (Chatbot) เป็นการผสานตัวแชทบอท (Chatbot) เข้ากับแอพพลิเคชันทางสังคมต่าง ๆ เช่น Facebook ที่ได้เริ่มนํามาใช้แล้ว ซึ่งจะทําให้ธุรกิจที่มีหน้าเพจอยู่ในเครือข่ายโซเชียลมีเดีย (Social Media) สามารถติดต่อสื่อสารภายในแพลตฟอร์มของ Social Media นั้น ๆ ได้เลย

7. การส่งข้อความเชื่อมโยงด้วยแชทบอท (Chatbot)

การติดต่อสื่อสารทุกวันนี้มีหลายช่องทาง ทั้งทาง e-Mail, โทรศัพท์, SMS หรือจะทางแอพพลิเคชั่นส่งข้อความ เช่น LINE หรือ WhatsApp แนวโน้มของ แชทบอท (Chatbot) ที่กําลังเกิดขึ้น คือ การใช้แชทบอท (Chatbot) เพื่อส่งข้อความเชื่อมโยงไปยังแอพพลิเคชั่นอื่น ๆ ได้ เช่น WhatsApp หรือ SMS เป็นต้น

8. การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ แชทบอท (Chatbot)

ตามธุรกิจใหญ่ ๆ การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นสิ่งจําเป็น เพื่อติดตาม จัดระเบียบ เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าใจข้อมูลเพื่อประโยชน์ต่อไปได้ แนวโน้มการใช้ Chatbot หลังจากนี้จะกลายเป็นเครื่องมืออันหนึ่งในการช่วยเก็บรวบรวมข้อมูล คําถามที่พบบ่อย รูปแบบการใช้งานของลูกค้าทําให้ธุรกิจสามารถพัฒนาตัวเองเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าของตนได้

9. แชทบอท (Chatbot) ที่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง

การฝึกสอนปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของแชทบอท (Chatbot) เป็นหัวใจสําคัญของการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ทำให้แชทบอทมีความฉลาดมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะต้องมีการฝึกสอนกันอยู่เป็นประจําเพื่อที่จะทําให้ โมเดล มีความทันสมัยอยู่เสมอ หากแต่แนวโน้มต่อไปของแชทบอท (Chatbot) จะเป็นไปเพื่อลดการที่จะต้องมาฝึกสอนอยู่เป็นประจํา เป็นการให้ตัวแชทบอท (Chatbot) สามารถเรียนรู้รูปแบบคําถามคําตอบที่ผ่านมาได้ด้วยตัวเองมากขึ้น

แชทบอท (Chatbot) สําหรับธุรกิจและทำการตลาด

การนำแชทบอทมาใช้ในการทำธุรกิจ จำเป็นจะต้องมีการวางแผนกลยุทธ์การตลาดที่เหมาะสม สามารถจัดประเภทแชทบอทได้ตามแนวทางที่สามารถถูกนําไปปรับใช้กับธุรกิจในการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้ใช้ ได้ดังนี้ คือ

แชทบอท Chatbot ธุรกิจ การตลาด ออนไลน์

1. แชทบอทสําหรับให้คําแนะนํา/ปรึกษา (Advisory Chatbot)

มีความสามารถในการให้คําแนะนําแก่ผู้ใช้แบบเฉพาะเรื่อง ตัวอย่างช่น SET Bot แชทบอทที่อยู่ภายใต้การควบคุมของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทํางานในลักษณะ Rule-Based ผ่านแอปพลิเคชัน Facebook Messager ซึ่ง ให้ผู้ใช้สามารถเรียนรู้และทราบข้อมูลเบื้องต้นใ นการลงทุนทั้งประเภทหุ้นและกองทุน ในขณะเดียวกันแชทบอทยังสามารถช่วยผู้ใช้วางแผนการออมเงินได้ และ Jubjai Bot นักจิตวิทยาปัญญาประดิษฐ์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมา เพื่อพูดคุยและประเมิน ภาวะซึมเศร้าให้กับผู้ใช้รวมถึงช่วยแนะนําการจัดการกับปัญหาอีกด้วย

2. แชทบอทสําหรับงานบริการลูกค้า (Customer Service Chatbot)

แชทบอทที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสําหรับใน การสนับสนุนและทำการตลาดของธุรกิจ โดยถูกออกแบบมาให้เปรียบเสมือนผู้ช่วยส่วนตัวของผู้ใช้โดยเฉพาะ ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจสามารถส่งมอบการบริการที่ดีต่อลูกค้าได้โดยที่ไม่จําเป็นต้องเสียเงินไปกับการจ้างคนในจํานวนที่มากเหมือนแต่ก่อน สามารถแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่

  • แชทบอทสําหรับการสนับสนุนลูกค้า ทําหน้าที่ในการโต้ตอบ ติดต่อ และแก้ไขปัญหาให้กับผู้ใช้ได้อย่างรวดเร็วในเบื้องต้น ซึ่งอาจเป็นการสื่อสารข้อมูลแบบง่าย ไม่มีความซ้ำซ้อน
  • แชทบอทสําหรับการขายสินค้า/บริการ หรือเรียกว่าการค้าขายผ่านการพูดคุย (Conversatioinal Commerce)  ซึ่งถือเป็นเทรนด์ซื้อขายที่จะมีบทบาทสําคัญในอนาคตจากพฤติกรรมการทําทุกอย่างในแชทของผู้ใช้ซึ่งสามารถพัฒนาได้ทั้งในแง่ของการออกแบบเส้นทางและข้อความการตอบโต้ที่ชัดเจน

3. แชทบอทเพื่อความบันเทิง (Entertainment Chatbot)

ให้ผู้ใช้เกิดความตระหนักในสินค้าหรือบริการ ซึ่งเป็นแชทบอททีเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถมีประสบการณ์ร่วมกับธุรกิจได้ผ่านการสนทนากับแชทบอท เช่น Call of Duty Chatbot เป็นแชทบอทที่ถูกพัฒนาขึ้นมาก่อนการเปิดตัวเกมส์ใหม่ Call of Duty ของ Activision โดยให้ผู้ใช้สื่อสารกับแชทบอทที่เป็นตัวละครสมมติจากในเกมส์ที่มีชื่อว่า Lt. Reyes (หมวด) ซึ่งจะมอบหมายภารกิจให้แก่ผู้ใช้ (ในฐานะทหารในสังกัด) ในการรวบรวมโค้ดลับทั้งสิ้น 12 ตัวอักษร เมื่อรวบรวมได้ครบแล้วผู้ใช้สามารถนําโค้ดดังกล่าวไปใช้สําหรับแลกรับไอเทมลับในเกมส์ได้, BBC Earth Happybot แชทบอทที่พัฒนาขึ้นภายใสต้วัตถุประสงค์เพื่อต้องการที่จะให้ผู้ใช้ได้รู้สึกใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้นโดยเริ่มต้นจากการให้ผู้ใช้ตอบคําถามเกี่ยวกับความสนใจของผู้ใช้จากนั้นบอทก็จะประมวลผลและสร้างวิดีโอ Real Happiness Moment สําหรับผู้ใช้คนนั้นซึ่งรวบรวมวิดีโอของสิ่งมีชีวิตและธรรมชาติที่ตรงกับความสนใจที่ผู้ใช้ได้ตอบคําถามไปในข้างต้น

4. แชทบอทสําหรับการให้ข้อมูล (Informational Chatbot)

มีความเชี่ยวชาญในการรายงานหรืออัพเดทข้อมูล อย่างเช่น สภาพอากาศ ข่าวประจําวัน รวมถึงสืบค้นข้อมูลที่เกี่ยวข้องในประเด็นที่ผู้ใช้ต้องการ โดยสามารถแจ้งเตือนข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างอัตโนมัติ แม้ผู้ใช้จะไม่ได้ร้องขอก็ตาม ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่แชทบอทนี้จะสร้างความรําคาญแก่ผู้ใช้ด้วยการแจ้งเตือนที่ไร้ประโยชน์อย่างไรก็ดีแชทบอทสามารถพัฒนาได้หากมีวิธีการเรียนรู้เพื่อปรับการให้ข้อมูลแก่ลูกค้าแบบเฉพาะบุคคล และส่งข้อมูลในเวลาและสถานที่ที่เหมาะสมได้เช่นกัน เช่น ABC News Chatbot เป็นแชทบอทของสํานักข่าว ABC ในประเทศออสเตเลียใช้งานได้ผ่านแอปพลิเคชัน Facebook Messager ซึ่งจะแสดงผลในลักษณะปุ่มสําหรับให้ผู้ใช้เลือกตอบว่าต้องการทราบข้อมูลข่าวประเภทไหน หลังจากนั้นทางแชทบอทก็จะดําเนินการส่งข่าวอัพเดทรายวันมาให้ผู้ใช้โดยอัตโนมัติตามช่วงเวลาข่าวที่ผู้ใช้สนใจ ในขณะเดียวกัน บอทก็สามารถสืบค้นข่าวที่ผู้ใช้สนใจได้จากคีย์เวิร์ดของข้อความที่ผู้ใช้ส่งไป

การทําการตลาดออนไลน์ผ่าน NFT ART

NFT คืออะไร

เอ็นเอฟที (NFT) หรือเรียกชื่อเต็ม (อังกฤษ: Non-Fungible Token) เป็นหน่วยของที่จัดเก็บข้อมูลในบัญชีแยกประเภทดิจิทัล หรือบล็อกเชน ที่รับรองว่าสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่ซ้ำกัน ดังนั้นจึงไม่สามารถทดแทนกันได้ เอ็นเอฟทีสามารถใช้แทน รูปถ่าย วิดีโอ เสียง และไฟล์ดิจิทัลประเภทอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงสำเนาของไฟล์ต้นฉบับไม่จำกัดเฉพาะผู้ซื้อเอ็นเอฟที สำเนาของรายการดิจิทัลเหล่านี้พร้อมให้ทุกคนได้รับ เอ็นเอฟทีมีการติดตามในบล็อกเชน เพื่อให้เจ้าของมีหลักฐานการเป็นเจ้าของที่แยกออกจากลิขสิทธิ์

ตราสัญลักษณ์

เอ็นเอฟที ทำหน้าที่เหมือนโทเคนการเข้ารหัส แต่แตกต่างจากสกุลเงินดิจิทัลอย่างบิตคอยน์ คือไม่สามารถใช้แทนกันได้หรือไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ถูกสร้างขึ้นเมื่อบล็อกเชนสตริงเรคคอร์ดของความยุ่งยากในการเข้ารหัส ชุดอักขระที่ตรวจสอบชุดข้อมูลว่าไม่ซ้ำกัน ลงในบันทึกก่อนหน้าดังนั้นจึงสร้างห่วงโซ่ของบล็อกข้อมูลที่สามารถระบุตัวตนได้ กระบวนการธุรกรรมการเข้ารหัสนี้ช่วยให้มั่นใจได้ถึงการพิสูจน์ตัวตนของไฟล์ดิจิทัลแต่ละไฟล์โดยจัดเตรียมลายเซ็นดิจิทัลที่ใช้เพื่อติดตามความเป็นเจ้าของผลงานเอ็นเอฟที

ในเส้นทางอาชีพวงการ NFT หรือ Non-Fungible Token ที่เรียกกันว่า Cryptocurrency จะเป็นประเภทที่เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลในทั่วอินเทอร์เน็ตที่รู้ว่าเป็นตลาดออนไลน์ ซึ่งการถูกซื้อขายบนตลาด(แพลตฟอร์ม) NFT นั้น ไม่สามารถเทรดบนกระดานคริปโตทั่วไปอย่าง Bitkub หรือ Binance ได้เหมือน Bitcoin หรือ Eth ดังนั้นถ้าใครไม่อยากตกเทรนด์ ต้องรู้จัก NFT กันหน่อยแล้วเดียวจะเสียใจน่า เพราะส่วนใหญ่นั้นสามารถทำกำไรได้มหาศาล เป็นวิธีการดึงดูดผลงานและความคิดสร้างสรรค์หรือไอเดียและเทคนิค ที่คุณอยากจะนำมาวางขายก็ได้เช่นกัน

*บิทคอยน์*(Bitcoin) ไม่ใช่สกุลเงินดิจิทัลเดียวในโลกนี้ ยังมีสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ อีกมากมาย มาลองทำความรู้จักกับสกุลเงินดิจิทัลมาแรงว่ามีอะไรกันบ้าง ?

ทำความรู้เกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัล Cryptocurrency

Cryptocurrency “คริปโทเคอร์เรนซี” คือ สินทรัพย์ดิจิทัลประเภทหนึ่งที่ต้องอาศัยการเข้ารหัส โดยคำว่า “Crypto” หมายถึง การเข้ารหัส ส่วนคำว่า “Currency” หมายถึง สกุลเงิน ทำให้คริปโตเคอร์เรนซีเป็นเงินดิจิทัลที่มีหลักหลายมากมาย หรือที่เรามักเรียกว่า “เหรียญ” เช่น เหรียญบิตคอยน์ เป็นต้น เป็นสกุลเงินในอนาคต ที่จะเข้ามามีบทบาทในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการระหว่างสินทรัพย์ดิจิทัลด้วยกัน

 Cryptocurrency สกุลต่างๆ จะถูกบันทึกในระบบที่เรียกว่า “Blockchain” (บล็อกเชน) ซึ่งจะช่วยบันทึกข้อมูลว่าใครเป็นเจ้าของเหรียญสกุลเงินใดบ้าง โดยระบบ Blockchain สามารถส่งสัญญาณแจ้งข้อมูลดังกล่าวให้ทุกคนในเครือข่ายรับรู้ได้และยังช่วยให้การชำระเงินออนไลน์ เป็นที่น่าเชื่อถือ ปลอดภัย และรับรองความถูกต้องได้ ไม่จำเป็นต้องมีคนกลางมีดำเนินการก็ได้

สกุลเงิน Cryptocurrency มีอะไรบ้าง?

สกุลเงินคริปโตที่รู้จักกันดีที่สุดคือ “Bitcoin” (บิตคอยน์) ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน โดยเฉพาะสกุลเงินที่ได้รับการรับรองจาก ก.ล.ต. ของประเทศไทย เช่น Ethereum, Litecoin, Bitcoin Cash, Ripple, Binance Coin, Cardano, Ripple (XRP) และ Dogecoin เป็นต้น

ช่องทางการตลาดออนไลน์ผ่าน NFT ART

NFT (Non-fungible token) คือ สินทรัพย์ดิจิทัลที่ใช้ Blockchain 

ART คือ ผลงานศิลปะ

ขอแนะนำทำความรู้จัก NFT ART ให้ทุกท่านได้รู้จัก ซึ่ง NFT ART ยังเป็นสิ่งใหม่ในวงการศิลปะของทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย ซึ่งศิลปินจากทั่วโลกกำลังให้ความสนใจกับการจำหน่ายศิลปะในรูปแบบ NFT ART สามารถลงขายซึ่งจะมีประเภทของผลงาน เช่น ผลงานศิลปะ หรือที่เรียกว่า Crypto Art ภาพถ่าย ภาพ Meme เพลง วิดีโอ ของสะสม การ์ดเกม การ์ตูน กีฬา รวมทั้งงานแฟชั่นด้วย พูดง่าย ๆ ว่าอะไรก็ตามที่เป็นเอกลักษณ์ชิ้นเดียวในโลกก็สามารถนำมาแปลงให้อยู่ในรูปแบบ NFT ได้ทั้งสิ้น

มูลค่าของผลงาน ศิลปินบางท่านขาย NFT ART ได้ราคาแพง เพราะผลงานมีความน่าสนใจของผู้ซื้อจำนวนมาก หรือ เป็นผลงานของศิลปินที่มีชื่อเสียง แต่ศิลปินบางท่านขาย NFT ART ได้ราคาถูก เพราะผลงานอาจไม่เป็นที่สนใจของผู้ซื้อจำนวนมาก เป็นต้น เปรียบเสมือนการซื้อขายผลงานศิลปะต้นฉบับจากศิลปิน ผลงานศิลปินที่มีชื่อเสียง ย่อมมีราคาสูงกว่าศิลปินทั่วไป

ผู้ที่มองหาช่องทางการสร้าง NFT ART นั้น ให้ทำการสมัคร “สร้างกระเป๋าเงินดิจิทัล” ก่อนทำการ

หากไม่ทำการ สร้างกระเป๋าเงินดิจิทัล บัญชีของท่านอาจจะไม่มีเงินเข้าไปในบัญชีธนาคาร เพราะเงินจะแปรรูปเป็นเหรียญในการซื้อ-ขาย ดังนั้นเพื่อให้เหรียญยังคงอยู่ เราขอแนะนำก็คือ Trust Wallet, MetaMask เพราะเป็นกระเป๋าเงินอีเธอเรียมที่เชื่อมต่อกับเว็บไซต์ต่าง ๆ ได้ง่ายกว่ากระเป๋าเงินอื่น ๆ และติดตั้งได้บน Google Chrome

เข้าเว็บไซต์สมัคร https://metamask.io*

ข้อดี : สมัครง่าย ใช้งานสะดวก เพราะใช้ร่วมกับบัญชี Exchange ได้เลย

ข้อเสีย : ค่าธรรมเนียมที่แพงกว่า Uniswap ถึง 0.3% โดยมีค่าธรรมเนียมอยู่ที่อย่างน้อย 1.175% ต่อการซื้อขายหนึ่งครั้ง

คำเตือน” ความปลอดภัยให้กับกระเป๋าเงิน Metamask

ไม่เก็บรหัส Seed ไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์หรือมือถือ เช่น พิมพ์ข้อความ หรือถ่ายภาพเก็บไว้ เพราะหากเครื่องคอมพิวเตอร์โดนแฮคเกอร์เข้ามาแฮคข้อมูล และได้รหัส Seed ไป ก็สามารถใช้รหัสชุดดังกล่าว เพื่อเข้ามาโอนเงินในกระเป๋า Metamask ของท่านได้ ดังนั้น ท่านต้องจดรหัส Seed ใส่กระดาษหรือสมุดเก็บไว้ในที่ปลอดภัย

หน้าตาของเว็บไซต์ MetaMask เมื่อเข้ามาอยู่หน้าเว็บแล้วให้ทำการสมัคร

เมื่อท่านสร้างกระเป๋าเงิน Metamask Wallet เสร็จสิ้นแล้ว ท่านสามารถลงได้เลย ในช่องเว็บไซต์ ขายผลงานที่ท่านเลือกไว้ แล้วให้ทำการคลิปรูปกระเป๋า MetaMask หรือท่านมีบัญชีอื่น ก็สามารถนำมาเป็นบัญชีของท่านได้

ผู้ขายผลงานศิลปะ NFT ART ได้ประโยชน์อะไร ?

เมื่อท่านได้ลงผลงานศิลปะ NFT ART ชิ้นใด ๆ ท่านต้องคำนึงถึงการลงผลงาน Crypto Art เช่น ภาพถ่าย ภาพ Meme เพลง วิดีโอ ของสะสม การ์ดเกม การ์ตูน กีฬา รวมทั้งงานแฟชั่นด้วย เป็นต้น

  • สร้างรายได้จากลิขสิทธิ์ผลงานศิลปะของท่าน คือ หากผลงานของท่านที่จำหน่ายไปแล้วบนระบบ NFT ART มีการนำไปขายต่อ ท่านจะได้รับเงินทุกครั้ง ที่ผลงานของท่านมีการซื้อ-ขาย

วิธีเตรียมผลงาน NFT

ถ้างานของใครเป็นไฟล์ดิจิทัลอยู่แล้วก็ไม่ต้องทำอะไรอีก แต่กรณีที่เป็นรูปถ่าย หนังสือ โปสการ์ด งานประติมากรรม งานจิตรกรรม ฯลฯ เราจะต้องแปลงให้เป็นไฟล์ดิจิทัลเสียก่อน ด้วยการสแกนหรือถ่ายรูปก็ได้ แล้วเก็บไฟล์ไว้ในคอมพิวเตอร์และเตรียมไฟส์ภาพ

  • หากงานศิลปะเป็นภาพวาด ให้ถ่ายภาพหรือสแกนเข้าคอมพิวเตอร์ เพื่อแปลงภาพเป็นไฟล์ดิจทัล
  • หากงานศิลปะเป็นไฟล์ที่มาจากโปรแกรมบนคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว สามารถเซฟได้เลย
  • หากเป็นภาพถ่าย สามารถนำไฟล์จากเมมโมรี่ในกล้องลงคอมพิวเตอร์ได้ทันที
  • ต้องเซฟภาพเป็นไฟส์นามสกุล .jpg .png เป็นต้น

หากต้องการนำเงินที่ขายได้เปลี่ยนเป็นเงินบาทไทย ให้ทำการโอนจากบัญชี Metamask wallet ไปยังเว็บ ซื้อ-ขายเหรียญดิจิตอล เช่น Bitkub และสั่งขายเหรียญในระบบตามอัตรามูลค่าเหรียญในขณะนั้น เพื่อรับเงินบาทไทยเข้าบัญชีธนาคาร

ผู้ซื้อผลงานศิลปะ NFT ART ได้ประโยชน์อะไร ?

เมื่อท่านได้ครอบครองผลงานศิลปะ NFT ART ชิ้นใด ๆ ท่านคือ เจ้าของผลงานศิลปะ NFT ART ชิ้นนั้นเพียงคนเดียวในโลก
1. เก็บผลงานศิลปะ NFT ART เป็นสมบัติสะสมส่วนบุคคลบนระบบ Blockchain ได้เลย
2. นำผลงานศิลปะ NFT ART ไปขายต่อในตลาด NFT art marketplace เพื่อสร้างรายได้อีก

ศิลปินได้ประโยชน์อะไร ? เมื่อจำหน่ายผลงานศิลปะทาง NFT ART

  • เพิ่มช่องทางการสร้างรายได้จากการจำหน่ายผลงานศิลปะ
  • สามารถจำหน่ายผลงานศิลปะของตัวเองในรูปแบบ NFT ART ได้ทั่วโลก ผ่านเว็บไซต์ NFT art marketplace ต่าง ๆ

NFT ART ความน่าเชื่อถือได้แค่ไหน

ผลงานศิลปะทุกชิ้นที่มีการแปลงเป็นเหรียญดิจิตอล NFT ART สามารถตรวจสอบประวัติย้อนหลังได้ทั้งหมดผ่านระบบ Blockchain เช่น เหรียญดิจิตอล NFT ART เหรียญนั้น ๆ มีการสร้างเมื่อใดเป็นข้อมูลรายละเอียด ศิลปินท่านใดเป็นเจ้าของผลงาน จะมีประวัติการซื้อ-ขาย ย้อนหลัง และ รายชื่อผู้ครอบครองปัจจุบัน และมูลค่าของเหรียญ NFT ART ล่าสุด เป็นต้น

ดังนั้น ศิลปินหรือนักออกแบบต่าง ๆ ที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น วาดภาพสีน้ำ สีน้ำมัน หรือวาดภาพด้วยคอมพิวเตอร์ ท่านไม่ควรพลาดการส่งผลงานศิลปะจำหน่ายในรูปแบบ NFT ART ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการสร้างรายได้จากการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะในยุคสมัยใหม่ เป็นผลงานที่ควรจดจำไว้ตลอดกาล

การทําการตลาดออนไลน์ผ่าน NFT ARTขายผลงานศิลปะได้ที่ไหน ?

เราขอแนะนำช่องทางเว็บไซต์ ขายผลงานศิลปะ NFT ART เว็บที่มีความนิยมใช้กัน

opensea.io

***เว็บไซต์ https://opensea.io ***

Opensea เป็นตลาดซื้อขายและแลกเปลี่ยน NFT ที่ได้ชื่อว่าใหญ่ที่สุดในบรรดา NFT Marketplace ด้วยกัน คุณสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยน NFT ได้เพียงแค่มี Crypto wallet อย่าง Metamask ที่ Opensea คุณสามารถซื้อและขายงาน NFT ที่คุณมีด้วยค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่า Marketplace เจ้าอื่น ๆ อีกทั้งยังรองรับถึง 3 เครือข่าย Ethereum, Polygon และ Klaytn

ข้อดีของการใช้งาน Opensea

  • มี iOS App.
  • Login ด้วย Crypto Wallet ซึ่งปลอดภัยมาก
  • มี NFT ให้เลือกซื้อหลากหลาย
  • รองรับระบบการประมูลที่สามารถกำหนดค่าได้
  • ไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดสักบรรทัด
  • ตัวโค้ดของ NFT บน Opensea มีมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับ
  • ค่าธรรมเนียมต่ำเมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มอื่น ๆ อย่าง Nifty Gateway.

ข้อเสียของการใช้งาน Opensea

  • ต้องใช้ Crypto Wallet ในการจ่ายเงินเท่านั้น
  • Customer Support มีน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ใช้งาน

Rarible

***เว็บไซต์ https://rarible.com ***

Rarible ตลาดซื้อขาย NFT ชื่อดัง ได้เปิดตัวฟังก์ชันการทำงานใหม่ที่ชื่อว่า “Lazy Minting” ซึ่งให้คำมั่นว่าผู้ใช้จะสร้างโทเค็น NFT ได้โดยต้นทุนเป็นศูนย์ ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยเพิ่มความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมบนแพลตฟอร์ม

ดังนั้น Rarible มีตัวเลือกในการค้นหาตลาดทั้งหมดด้วยตัวเราเอง หรือคุณจะเห็นคอลเล็กชันงานศิลปะที่ขายดีที่สุดซึ่งมีผู้ซื้อมากที่สุด หากคุณไม่แน่ใจเกี่ยวกับหมวดหมู่ที่จะซื้อ มีตัวเลือกของหมวดหมู่ให้ค้นหา ซึ่งคุณสามารถค้นหาแบบจำลองทางเทคนิคหรือประเภทสินทรัพย์ที่คุณต้องการได้ นอกจากนี้ เราได้เรียนรู้ว่าผู้ขายสามารถกำหนดราคาของสินค้าได้ หรือคุณสามารถเข้าร่วมการประมูลได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็จะเป็นสิ่งที่คุณต้องการได้เหมือนกัน

Foundation.app

***เว็บไซต์ https://foundation.app***

ดังนั้น ศิลปินทุกท่านที่ต้องการนำผลงานศิลปะ Nft Art ของตนเองขึ้นไปจำหน่ายผ่านเว็บไซต์ Foundation.app จะต้องได้รับคำเชิญจากศิลปินด้วยกัน ผ่านระบบที่เว็บไซต์กำหนด จึงจะมีสิทธิ์นำผลงานศิลปะขึ้นไปจำหน่ายผ่านเว็บไซต์แห่งนี้ได้

เว็บไซต์ Foundation.app มีข้อกำหนดอะไรบ้าง

  • ใช้เงินดิจิตอล ETH ( Ethereum) ในการทำธุรกรรม
  • ใช้กระเป๋าเงิน MetaMask Wallet ในการเชื่อมต่อกับเว็บไซต์
  • ท่านต้องได้รับคำเชิญเท่านั้น จึงจะได้รับสิทธิ์ในการจำหน่ายผลงานผ่านเว็บไซต์แห่งนี้
  • การลงภาพผลงาน Nft Art เพื่อจำหน่ายบนเว็บไซต์ทุกครั้ง จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมทุกครั้ง เรียกว่าค่า Gas fee จ่ายด้วยเงินดิจิตอล ETH ( Ethereum) ผ่านกระเป๋าเงิน MetaMask Wallet
  • ภาพผลงาน NFT ART ที่จำหน่ายจะใช้วิธีประมูลเสนอราคา

เว็บไซต์ Foundation.app รองรับไฟส์ผลงาน ได้แก่

– ขนาดไฟส์ผลงานไม่เกิน 50 MB.
– ภาพนิ่ง : JPG / PNG
– วีดีโอ : MP4
– งาน 3D : GLFT และ GLB
– เสียง : Mp3/Flac /WAV

SuperRare

***เว็บไซต์ https://superrare.co***
  • SuperRare เป็นตลาด NFT ที่เน้นการนำเสนอเกมที่หายากและไม่เหมือนใคร
  • เทคโนโลยีบล็อคเชนและสัญญาอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนแพลตฟอร์ม ทำให้เป็นหนึ่งในฮับโทเค็นที่ไม่เปลี่ยนรูปแบบได้ถูกต้องตามกฎหมายและปลอดภัยที่สุด
  • ในการอัปโหลด NFT ผู้ใช้จะต้องยื่นขออนุมัติบนแพลตฟอร์ม
  • แพลตฟอร์มนี้เข้ากันได้กับกระเป๋าเงินดิจิตอลเข้ารหัสสามประเภทและรองรับเฉพาะเหรียญ ETH
  • SuperRare เป็นตลาด NFT ที่เน้นการนำเสนอเกมที่หายากและไม่เหมือนใคร
  • เทคโนโลยีบล็อคเชนและสัญญาอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนแพลตฟอร์ม ทำให้เป็นหนึ่งในฮับโทเค็นที่ไม่เปลี่ยนรูปแบบได้ถูกต้องตามกฎหมายและปลอดภัยที่สุด
  • ในการอัปโหลด NFT ผู้ใช้จะต้องยื่นขออนุมัติบนแพลตฟอร์ม
  • แพลตฟอร์มนี้เข้ากันได้กับกระเป๋าเงินดิจิตอลเข้ารหัสสามประเภทและรองรับเฉพาะเหรียญ ETH นั้น
เผยแพร่บนโลกออนไลน์

เผยแพร่บนโลกออนไลน์ผลงานศิลปะ NFT ART ของตนเอง เช่น

  • Facebook
  • Twitter
  • Instagram
  • Youtube

ดังนั้น ในฐานะผู้สร้างงานศิลปะเพื่อจำหน่ายผ่านระบบ NFT ART ท่านควรนำเสนอผลงานศิลปะของท่าน เพื่อให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มนักสะสมผลงาน NFT ART ผ่านช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ สำหรับท่านที่มีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ แนะนำให้ท่านสร้างเว็บไซต์สำหรับเผยแพร่ผลงานศิลปะของท่าน เป็นการแชร์ภาพทั่วออนไลน์นั้นเอง

การตลาดโดย Google Ads

Google Ad มีลักษณะอย่างไร

Google Search Ads

ช่วยคุณควบคุมค่าใช้จ่ายในการโฆษณา

Google Ads สามารถเลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะสมให้กับพื้นที่โฆษณาของคุณ

Google Ads ช่วยหากลุ่มเป้าหมายได้เเม่นยำ

Keyword

สามารถวัดผลประสิทธิภาพของ google ads ได้จากข้อมูล

เพิ่มโอกาสในการขายและขยายตลาดทั่วโลก

“Google Ads ”

Google Ads (หรือ Google Adwords) คือบริการจากเว็บไซต์ Google ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มประเภท Search Engine ที่เอาไว้สืบค้นข้อมูลที่ต้องการ เมื่อผู้ใช้มีการค้นหาบางสิ่งบางอย่าง โฆษณาต่าง ๆ ก็จะปรากฏขึ้น ซึ่ง Google จะเริ่มคิดค่าบริการจากที่มีคนคลิกเข้ามาที่หน้าโฆษณานั้น ๆ หรือคลิกเข้ามาที่หน้าเว็บไซต์ของเรา ความแตกต่างระหว่างผลการค้นหาในรูปแบบของ Google Search Ad และผลการค้นหาแบบออร์แกนิคคือ ผลการค้นหาที่มีการจ่าย Ad จะอยู่ในการโฆษณาประเภท Pay Per Click  ซึ่งคอนเทนต์หรือเว็บไซต์เหล่านี้จะปรากฏทันที เมื่อมีผู้ค้นหาที่ใช้ Keyword ตรงตัวหรือใกล้เคียงกัน แต่ผลการค้นหาแบบออร์แกนิค คือคอนเทนต์หรือเว็บไซต์ที่ต้องใช้เวลาในการจัดลำดับ ไม่ได้จ่ายค่าโฆษณาเพื่อดันคอนเทนต์ให้อยู่ใน Rank อันดับสูง ๆ ตั้งแต่ต้น แต่ใช้วิธีการสร้างคอนเทนต์แบบธรรมชาติ มีคุณภาพ และมีการใช้เทคนิค SEO ซึ่ง Google จะใช้ระบบอัลกอริทึมวิเคราะห์เพื่อจัดลำดับเว็บไซต์

แบรนด์สามารถวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดได้อย่างไรบ้าง?

– ตำแหน่งที่ต้องการ: ผู้ประกอบการสามารถเลือกเว็บไซต์ที่สามารถโพสต์โฆษณาของเราได้ ซึ่งตัวโฆษณาจะเชื่อมโยงไปยังหน้าเว็บไซต์ของแบรนด์

– กลุ่มเป้าหมายของแบรนด์สินค้า: ผู้ประกอบการสามารถตั้งค่าเพื่อกำหนด กลุ่มเป้าหมายให้ตรงกับสินค้าที่โปรโมต

– งบประมาณในการสร้างโฆษณา: ผู้ประกอบการสามารถวางแผนคิดค่าโฆษณาและค่าใช้จ่ายได้ว่าต้องการลงทุนไม่เกินวันละเท่าไหร่

Google Ad มีลักษณะอย่างไร

Google Ad หนึ่งในวิธีการโฆษณาที่ผู้ประกอบการสามารถนำมาใช้คือ Google Display Network ซึ่งเป็นโฆษณาเหล่านี้จะมีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับ Google และมีการลงโฆษณาจากเว็บไซต์ต่าง ๆ ซึ่งผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสามารถเข้าถึงได้อย่างกว้างขวาง มากกว่าการทำ PPC จากการค้นหาบนหน้าเว็บโดยปัจจุบันเว็บไซต์เครือข่ายเหล่านี้มีมากกว่า 2 ล้านเว็บไซต์ นอกจากนี้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอาจจะเคยได้ยิน หรือเคยเห็น Google Shopping กันมาบ้างบนหน้าผลการค้นหา ซึ่ง Google Shopping Ad ได้รับความนิยมจากนักชอปออนไลน์ทั้งหลายเช่นเดียวกัน ลักษณะของ Shopping Ad บน Google จะมีรูปภาพที่หลากหลายจากแบรนด์ต่าง ๆ ปรากฏขึ้นมาจากทางด้านล่างของช่องการค้นหาเพื่อให้ลูกค้าเลือกชมสินค้ากันแบบเต็มอิ่ม โดยรายละเอียดสินค้าจะถูกกำกับเอาไว้ที่ด้านล่างของรูป พร้อมราคา หรือโปรโมชันที่แบรนด์อยากนำเสนอ

1.Google Search Ads

Keyword ต่าง ๆ เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องและเว็บไซต์ใกล้เคียง จะปรากฏขึ้นบนหน้าผลการค้นหาในหน้าแรก ซึ่ง Google จะมีวิธีการวิเคราะห์เว็บไซต์ต่าง ๆ เพื่อจัดลำดับเว็บ ซึ่งเว็บโฆษณาเหล่านี้ จะต้องจ่ายค่าโฆษณาทุกครั้งที่มีการคลิกเข้ามาที่หน้าเว็บของเรา ดังนั้น คุณภาพของ Landing Page มีความสำคัญมากต่อการดึกดูดลูกค้า เนื่องจากเว็บไซต์ของแบรนด์มีส่วนให้ผู้ซื้อ สามารถค้นหาเจอได้จากการสร้าง Keyword ที่สำคัญ และจะไม่ทำให้การลงทุนของคุณนั้นสูญเปล่า ข้อดีอีกประการหนึ่งคือ Google Ad สามารถวัดประสิทธิภาพการใช้งานได้ โดยการรายงานผลผู้ที่เข้ามาชมสินค้า และจำนวนที่คลิกเข้ามา ซึ่งผู้ประกอบการสามารถนำสถิติจากการวัดผลมาใช้เพื่อจัดทำงบประมาณทางการตลาด และงบประมาณการโฆษณาแบบประหยัดอีกด้วย

Google Ads

2. ช่วยคุณควบคุมค่าใช้จ่ายในการโฆษณา

การตั้งค่า Bid ให้กับโฆษณานั้นมีความสำคัญในการทำธุรกิจออนไลน์มาก เนื่องจาก Keyword ที่กลุ่มเป้าหมายค้นหา (หรือใช้ Keyword มีความใกล้เคียง) มีผลกับการโฆษณาเว็บไซต์บนหน้าผลการค้นหาเป็นจำนวนมาก หรือที่เราเรียกว่า Search Engine Result Page ( SERP) ดังนั้นผู้ประกอบการควรวางกลยุทธ์ก่อนลงทุนจ่ายค่า PPC หากแบรนด์ไม่แน่ใจว่าควรลงทุนกับการใช้ Keyword คำใด Google มีเครื่องมือที่ชื่อว่า Keyword Planner ที่สามารถแนะนำผู้ประกอบการได้ว่า ในแต่ละเดือน มีคนค้นหา Keyword ต่าง ๆ จำนวนกี่คน และทำให้เราทราบว่าสินค้าที่เราต้องการนำเสนอนี้ มีความต้องการในตลาดมากน้อยแค่ไหน ทำให้แบรนด์สามารถวางแผนการตลาดโดยการใช้ Keyword ที่ตอบโจทย์ในการทำ Google Ad ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่ง Google สามารถช่วยคุณวางแผนค่าใช้จ่ายการทำโฆษณาตรงนี้ได้ด้วย นอกจากนี้ Google สามารถช่วยคุณเสนอราคาในการทำโฆษณาได้อีกหลายวิธี เช่น เมื่อมีพื้นที่โฆษณาว่างจากหน้าเว็บไซต์และบล็อกอื่น ๆ Google Ads จะมีการจัดประมูลให้โฆษณาสามารถใช้พื้นที่ว่างตรงนั้น โปรโมตสินค้า ซึ่งการเสนอราคาจากผู้ประกอบการ มีส่วนที่จะทำให้แบรนด์ได้แสดงโฆษณานั้น ๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วย

3.Google Ad สามารถเลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะสมให้กับพื้นที่โฆษณาของคุณ

การสร้าง Google Ad ไม่มีแพลตฟอร์มที่ตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์และความเหมาะสมในการใช้งาน เช่น แพลตฟอร์มโฆษณาบนหน้าจอคอมพิวเตอร์และหน้าจอมือถือ มีลักษณะแพลตฟอร์มที่แตกต่างกัน เช่นแพลตฟอร์มโฆษณาบนมือถือ จะปรับข้อความให้เหมาะสมกับพื้นที่บนหน้าจอ ซึ่งในบางครั้ง ข้อความอาจจะกระชับมากกว่า หรือคุณสามารถคลิกที่นี่ เพื่อมองหารูปแบบแบนเนอร์ทำโฆษณาที่ใช่ได้เพิ่มเติม

4.Google Ads ช่วยหากลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำ

การทำโฆษณาที่สามารถหากลุ่มเป้าหมายได้ตรงกับแบรนด์ คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด การหากลุ่มเป้าหมายจากตำแหน่งสถานที่ ที่ต้องการให้กลุ่มเป้าหมายเห็นโฆษณาของเราค่ะ ถึงแม้ว่าการเจาะกลุ่มเป้าหมาย อาจใช้เวลาในการเพิ่ม Conversion เนื่องจากการระบุสถานที่ ๆ ต้องการนั้นเป็นข้อจำกัดของการนำเสนอโฆษณา แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการสามารถประหยัดงบประมาณอย่างมากจากการทำโฆษณา

5. Keywords

การเลือก Keyword ที่ใช่และยิ่งเว็บไซต์ของเรามี Keyword ที่ตรงกับคำค้นหามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้เปรียบคู่แข่ง ดังนั้นการใช้ Keyword Planner สามารถช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเลือก Keyword แม่นยำมากขึ้น ซึ่งเป็นการลงทุนการทำโฆษณาที่ไม่เสียเปล่า

– Broad Keyword

คือ Keyword ที่สามารถแสดงผลลัพธ์แบบกว้าง ๆ โดยที่ Search Engine ของ Google จะแสดงผลลัพธ์การค้นหาที่ตรงกับ Keyword และคำที่มีความหมายใกล้เคียงมาแสดงเพิ่มเติม

– A Phrase Match

คือการใช้ Keyword ที่มีเครื่องหมาย “ – ” ซึ่งผลลัพธ์การค้นหาจะปรากฏเว็บไซต์ที่มี Keyword ดังกล่าวเป็นส่วนประกอบอยู่ในประโยค หรือวลีเท่านั้น ไม่มีคำค้นหาที่ใกล้เคียง

– Exact Keyword

 คือ Keyword ที่มีราคาต่ำที่สุด ซึ่งผู้ใช้ Search Engine ในการค้นหาจะต้องใช้แบบเดี่ยว ๆ หรือ Keyword ที่เป็นวลีแบบเจาะจง ไม่มีคำอื่นมาปะปนกับคำที่ค้นหา

6.สามารถวัดผลประสิทธิภาพของ Google Ad ได้จากข้อมูล

สิ่งที่สามารถวัดผลจากการใช้ Google Ad คือ Click-Through Rate Conversion Rate Click Through Rate คือ อัตราการคลิกโฆษณาของผู้ชม ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว CTR จะใช้วัดผล Search Campaign บน Google Display Network เพื่อวัดประสิทธิภาพของ Keyword ว่าได้ผลมากน้อยเพียงใด และเพื่อใช้ในการปรับปรุงกลยุทธ์การโฆษณา เมื่อวัดผลออกมาแล้ว แคมเปญของเรามี CTR สูง แสดงว่าโฆษณาของเราได้ผลตอบรับที่ดี แต่หาก CTR ต่ำ นั่นหมายความว่า ผู้ประกอบการควรปรับปรุงการใช้ Keyword ให้ตรงกับการค้นหามากยิ่งขึ้น หรือกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้เหมาะสมกับการแสดงโฆษณา นอกจากนี้อาจจะต้องปรับปรุงหน้าตาโฆษณา หรือข้อความให้น่าดึงดูมากยิ่งขึ้นค่ะ Conversion Rate หรือ (CVR) คือการวัดผลจากการเปลี่ยนแปลงจากข้อมูลที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมบางอย่างโดยนับเป็นเปอร์เซ็นต์ เช่นการคลิกหน้าโฆษณา การซื้อชำระสินค้า การลงทะเบียน หรือการกด Subscribe เพื่อติดตามข่าวสาร

7.เพิ่มโอกาสในการขายและขยายตลาดทั่วโลก

เนื่องจาก Google Ad สามารถใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน แถมยังเป็นบริการ Search Engine อันดับหนึ่งของโลก จึงไม่แปลกใจที่เว็บไซต์ต่าง ๆ จะเลือกหันมาลงทุนการทำโฆษณากัน ข้อดีอื่น ๆ ที่ Google Ad สามารถช่วยเสริมให้แบรนด์เพิ่มโอกาสในการขายได้เร็วขึ้น คือการเลือก Keyword ที่ไม่ได้จำกัดจำนวน เพื่อให้ผู้ค้นหา Keyword เหล่านั้นสามารถค้นหาเว็บไซต์ของเราเจอง่ายขึ้น และแบรนด์สามารถกำหนดภาษาและสถานที่ในการนำเสนอสินค้าอีกด้วย ทำให้โอกาสในการขยายตลาดมีความเป็นไปได้สูง ว่าจะประสบความสำเร็จ นอกจากนี้การใช้ ปุ่ม Call to Action ก็มีส่วนช่วยในการเพิ่มยอดคลิกและยอดขายได้อีกทางหนึ่งด้วย

สรุป

  การใช้เครื่องมือ Google Ad เพื่อช่วยในการโปรโมตสินค้าและบริการ คือทางเลือกที่คุ้มค่าสำหรับผู้ประกอบการในยุคดิจิทัล ตั้งแต่ปี2021 โดยมีข้อดีดังต่อไปนี้

ช่วยให้กลุ่มเป้าหมายค้นเจอเว็บไซต์ของเราง่ายขึ้น

ช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายในการโฆษณา ช่วยเลือกแพลตฟอร์มโฆษณาที่เหมาะสมกับโฆษณา

ช่วยค้นหากลุ่มเป้าหมาย ใช้ Keyoword ที่เข้าถึงเพื่อให้ลูกค้าค้นหาเว็บไซต์เจอได้ง่ายขึ้น

สามารถวัดผลได้ เพิ่มโอกาสในการขายและขยายธุรกิจให้เติบโตยิ่งขึ้น   

Google Ads

แหล่งอ้างอิง

www.stepstraining.co/strategy/7-benefits-from-google-ads

www.support.google.com/google-ads/answer/6227565?hl=th

www.nipa.co.th/en/article/digital-marketing/Secret-to-making-top-online-marketing-on-Google

www.hardcoreceo.co/online-marketing-intro/

Social media marketing

tIMBERCHARM คืออะไร ?

Timbercharm Co., Ltd. ซึ่งเป็น บริษัทที่ทำเกี่ยวกับขาย ปลีก-ส่ง
ไม้ตระกูล Cedar(ซีดาร์) และ Cypress(ไซเปรส) ให้กับ สถาปนิค เเละ ผู้รับเหมาโดยตรง

ทาง Timbercharm ได้มีการออกแบบบ้านระบบโครงสร้างไม้โบราณจากประเทศญี่ปุ่น(บ้านไม้น๊อคดาวน์) โดยมีการออกแบบที่ประเทศไทย เเละส่งต่อให้ประเทศญี่ปุ่นผลิตไม้ เเล้วนำกลับมาประกอบที่หน้างานอีกรอบ

CONTENT INSTAGRAM.

CONTENT FACEBOOK.

CONTENT INSTARGRAM.
TARGET 30-70ปี
เนื้อหาภายในจะเน้นเป็น งานศิลป์ โดยจะใช้รูปและวิดีโอที่มีความสวยงาม เพื่อเป็นภาพลักษณ์ของตัวแบรนด์ จะเน้นลงเจาะชนิดและชื่อสินค้า คล้ายกับรูปแบบ catalog สินค้าของ TIMBERCHARM เพื่อง่ายต่อการบันทึกเเละจดจำ และจะมีการเปลี่ยนรูปแบบไอจีให้เป็นบัญชีมืออาชีพ เพื่อง่ายต่อการวัดผลและการโฆษณา ซึ่ง เรามีความตั้งใจให้ภาพลักษ์ของเพจ TIMBERCHARM เป็นไปในงาน ศิลป์ 80% / ความรู้ 20% / บันเทิง 5% / ตามกระเเส 5%

CONTENT FACEBOOK.
TARGET 30-70ปี
เนื้อหาภายในจะเน้นเป็น งานศิลป์+เรื่องราว เช่น ชนิดของไม้, ผลงานใน TIMBERCHARM โดยผ่าน FACEBOOK ADS และจะมีการเพิ่ม CONTENT STORYของ Timbercharm gallery เพื่อให้ผู้ใช้งาน เกิดความ หลงไหลในศิลปะของ Timbercharm ซึ่งเรามีความตั้งใจให้ภาพลักษ์ของเพจ TIMBERCHARM เป็นไปในงาน ศิลป์ 60% / ความรู้ 30% / บันเทิง 5% /ตามกระเเส 5%